+ นาฬิกา Xiaomi รุ่นไหนดี 2021 รีวิวล่าสุด +

รีวิว-นาฬิกา-xiaomi-รุ่นไหนดี

นาฬิกา Xiaomi ก็เป็นสมาร์ทวอทช์อีกยี่ห้อที่คนไทยให้ความสนใจและได้รับความนิยมใส่กันมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรุ่น Mi Band 4 ที่ขายดีอย่างถล่มทลาย หันไปทางไหนก็เห็นแค่คนใส่กันครับ จนทำให้ทาง Xiaomi เอง ต้องพัฒนา Mi Band รุ่นใหม่ออกมาเป็น Mi Band 5 ที่ถึงแม้ดูคล้ายรุ่นเดิม แต่ก็มีฟีเจอร์ที่อัปเกรดใหม่เยอะมากจนนาฬิกา Xiaomi รุ่นแพงๆต้องมองหน้ากันเลยทีเดียว

นอกจากรุ่น Mi Band แล้ว นาฬิกา Xiaomi ก็ยังมีพวก Amazfit Bip S สายมินิมอลที่ขายดีเช่นกัน และได้ผ่านการไมเนอร์เชนจ์ให้มีคุณสมบัติดีกว่า Bip รุ่นเดิมพอสมควร หรือ Amazfit Stratos 3 ที่มีราคาแพงมากที่สุด แต่ก็มีความสามารถด้านการออกกำลังกายมากที่สุดเช่นกัน หรือนาฬิกาสายแฟชั่นอย่างสามศรีพี่น้อง GTR 47mm / GTR 42mm / GTS ให้ได้เลือกซื้อกันตามความชอบอีกด้วย ปิดท้ายกันด้วยรุ่น T-Rex สายถึกทนทานที่เหมาะกับคนชอบลุย ๆ แบบสุด ๆ สนใจอยากจะซื้อ “นาฬิกา Xiaomi” มาใช้กันสักเรือนแล้วสินะครับ เลื่อนลงไปอ่านข้อมูลกันที่ด้านล่างได้เลย



คำแนะนำในการซื้อ “นาฬิกา Xiaomi”

นาฬิกา Xiaomi Mi Band 5

ออกกำลังกายเฉย ๆ คงจะตกเทรนด์ ต้องมีสมาร์ทวอทช์กันสักเรือนนะครับ รูปจาก mi.com

หลักสำคัญในการเลือกซื้อก็คือ ดูจุดประสงค์ของการใช้งานครับ เช่น อยากได้นาฬิกาสำหรับไปวิ่งตามสวนสาธารณะหรือไปล่าเหรียญตามงานมาราธอน (บางคนล่าจนได้แฟนกลับบ้านมาก็มี) ก็ขอแนะนำแบบที่มีเซนเซอร์ GPS ในตัว ซึ่งเจ้า GPS นี้จะทำหน้าที่ระบุพิกัดทำให้เรารู้ว่าวิ่งไปได้กี่กิโลเมตรแล้ว วิ่งด้วยความเร็วเท่าไหร่อย่างแม่นยำ ถ้าเลือกแบบที่ไม่มี GPS เวลาไปวิ่งก็จะต้องพกโทรศัพท์ไปด้วยเพื่อดึง GPS จากโทรศัพท์แทน ส่วนคนที่เน้นใส่แทนนาฬิกาปกติไม่ได้สนใจเรื่องการออกกำลังกายมากก็อาจจะต้องดูเรื่องของแบตเตอรี่ที่ยาวนาน มีรูปทรงที่ดูทันสมัย และชาร์จแบตเตอรี่ได้ง่ายแทนครับ

สำหรับสายนักกีฬามืออาชีพ ก็อาจจะต้องดูรุ่นที่มีโหมดเพื่อการออกกำลังกายมากๆ และควรรองรับฟังก์ชัน VO2Max ที่จะทำให้รู้อัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุดตอนออกกำลังกาย แล้วสามารถนำไปใช้วิเคราะห์เพื่อปรับเปลี่ยนโปรแกรมการออกกำลังกายให้เหมาะสม โดยไม่ให้ฝึกหนักหรือหย่อนยานจนเกินไป อีกทั้งยังเป็นแรงกระตุ้นให้ออกกำลังกายได้ตามเป้าที่วางไว้และพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วยครับ

นอกจากฟังก์ชัน VO2Max แล้ว มันยังมีค่า Training Effect (TE) เพิ่มเติม โดยค่า TE จะวัดผลการออกกำลังกายทุกอย่างของผู้ฝึก และจะคำนวณร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ เช่น อายุ, น้ำหนัก, ส่วนสูง, เพศ, อัตราการเต้นหัวใจ, ระยะเวลา, และความเข้มข้นในการออกกำลังกาย ซึ่งจะมีเป็นคะแนนตั้งแต่ 0-5 โดย 0 = ไม่มีผล, 1 = เล็กน้อย (ฝึก-ฟื้นฟู), 2 = รักษาระดับ, 3 = พัฒนา, 4 = พัฒนามาก, 5 = หนักเกินไป โดยทั่วไปโค้ชส่วนใหญ่จะมีคำแนะนำว่า ควรออกกำลังกายให้ค่า TE สูงบ้าง ต่ำบ้าง ไม่แนะนำให้ออกกำลังกายหนักตลอด เพื่อให้ร่างกายได้มีการพักฟื้นครับ

แต่คนส่วนใหญ่ อาจจะไม่มีเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ, มีการออกกำลังกายน้อยไป หรือติดงานติดธุระบ้าง ทำให้ไม่สามารถโฟกัสกับค่า TE ได้ ก็ไปดูที่ค่า Training Load (TD) แทนได้ครับ โดยค่า TD จะมีความคล้ายคลึงกับค่า TE แต่จะเน้นบอกระดับการออกกำลังกายภายใน 7 วันล่าสุดว่า เบา, เหมาะสม หรือหนักเกินไป เพื่อให้ดูภาพรวมการออกกำลังกายได้ง่ายขึ้นว่า เหมาะสมแล้วหรือยัง สำหรับใครที่อยากหาข้อมูลเพิ่มเติม ลองอ่านลิงก์ศาสตร์แห่งการวิ่งสีเทาด้านล่างได้ครับ


สำหรับคนที่เน้นเรื่องสุขภาพ ก็อาจจะต้องดูพวกฟังก์ชันการวัดอัตราการเต้นของหัวใจว่า สามารถแจ้งเตือนเมื่อหัวใจเต้นมากเกินไปได้ไหม, มีค่า PAI (Personal Activity Intelligence) หรือไม่ โดยค่านี้จะได้จากการเก็บข้อมูลกิจกรรม 7 วันที่ผ่านมา วิเคราะห์ร่วมกับ อายุ, เพศ, อัตราการเต้นหัวใจเวลาสูงสุดและเวลาพัก รวมถึงการออกกำลังกาย แล้วคำนวณออกมาเป็นคะแนนให้เรา เมื่อเราทำคะแนนได้เกิน 100 จะช่วยลดโอกาสเป็น ความดัน,โรคหัวใจ และเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ครับ ใครอยากทำความเข้าใจเพิ่มก็ลองคลิกลิงก์สีเทาด้านล่างนะครับ


ส่วนเรื่องของการกันน้ำ “นาฬิกา Xiaomi” ทุกเรือนที่พูดถึงในบทความนี้ จะสามารถกันน้ำได้ที่มาตรฐาน 5 ATM หรือที่เราเข้าใจว่า กันน้ำได้ระดับความลึกที่ 50 เมตร โดยทนได้ 10 นาที ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ควรพาไปดำน้ำนะครับ แต่คนขายส่วนใหญ่จะพูดสั้น ๆ แค่ กันน้ำลึก 50 เมตร เลยทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า พาไปดำน้ำได้ ในความเป็นจริงทนได้แค่ 10 นาทีเท่านั้นครับ ซึ่งเวลาดำน้ำจริงคงเกินแน่ ๆ แต่ถ้าจะใส่ไปว่ายน้ำทั่วไปนี้ ทำได้สบาย ๆ ครับ

เวลาซื้อก็อย่าลืมดูร้านให้ดีนะครับ หลายร้านในอินเทอร์เน็ตอาจจะมีราคาถูก แต่ก็อาจจะไม่มีการรับประกันจากศูนย์ ยิ่งยี่ห้อ Xiaomi นี้ มักจะมีคนเอาสินค้ามาจากจีนโดยตรงแล้วนำมาขายผ่านทางออนไลน์ พอสินค้ามีปัญหามาก็ปฏิเสธความรับผิดชอบ แล้วเราก็ไม่สามารถเอาสินค้าที่มีปัญหาไปเคลมกับศูนย์บริการในไทยได้ เพราะเป็นสินค้าที่นำเข้าแบบผิดกฎหมาย ไม่ได้นำเข้าโดยตัวแทนจำหน่ายสินค้าอย่างเป็นทางการ ทางศูนย์เขาก็คงช่วยเหลืออะไรไม่ได้นะครับ

ผมแนะนำว่า ถ้าเลือกซื้อจากร้านค้าในอินเทอร์เน็ตก็เลือกร้านที่มีการรับประกันด้วยก็เป็นสิ่งที่ดี และอย่าลืมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของร้านจากการอ่านคอมเมนต์ก่อนซื้อเสมอ หรือถ้าอยากสบายใจ กลัวได้ของไม่ดีไม่มีประกัน ก็ไปซื้อตามร้านค้าอย่างเป็นทางการที่ศูนย์จำหน่ายของ Mi ทั่วประเทศได้เช่นกันครับ


ตารางเปรียบเทียบรวมรีวิว “นาฬิกา Xiaomi” ยี่ห้อไหนดี

สำหรับใครที่อยากดูสเปคของนาฬิกา Xiaomi แต่ละรุ่นเทียบกันแบบช็อตต่อช็อต เน้นแต่เรื่องสเปคแบบเน้น ๆ ก็กดเข้าไปดูตารางเปรียบเทียบที่ปุ่มด้านล่างได้เลยนะครับ




1. นาฬิกา Xiaomi Mi Band 5

Mi Band 5 สำหรับคนที่ชอบนาฬิกาเล็ก ๆ เบาๆ โดยเฉพาะสาว ๆ ถือว่าใส่สบาย แต่จะลำบากตอนรัดสายนิดนึง ยิ่งสายใหม่ต้องออกแรงกดพอสมควร ด้านหน้าจอก็เป็นแบบสี AMOLED ขนาด 1.1 นิ้ว พื้นที่แสดงผลใหญ่ขึ้นและเห็นได้ชัดเจนมากกว่าเดิม แต่ขนาดตัวเรือนยังคงใกล้เคียงรุ่น Mi Band 4 อยู่ จึงสามารถใช้สายยางซิลิโคนรุ่น 4 ได้ด้วย แต่จะฝืนๆหน่อยนะครับ และตัวนาฬิกาก็ยังรองรับมาตรฐานกันน้ำ 5 ATM มาพร้อมกับเซนเซอร์มากมาย เช่น ตัววัดความเร่ง 3 แกน, ไจโรสโคป 3 แกน, เซ็นวัดการเต้นของหัวใจแบบ PPG เป็นต้นครับ

ทางด้านแบตเตอรี่ก็มีความจุ 125 mAh เมื่อทำการชาร์จเต็มจะสามารถใช้ได้ยาวนานถึง 14 วัน มันอาจจะลดลงจากรุ่นเดิมไปบ้าง แต่ก็ไม่ต้องมาเบื่อนั่งถอดสายเพื่อทำการชาร์จเหมือน Mi Band 4 แล้วครับ เพราะ Mi Band 5 ได้ปรับปรุงให้สายชาร์จเป็นแบบแม่เหล็กเหมือนรุ่นแพงๆแล้ว ไม่ต้องถอดตัวเรือนออกจากสายให้ลำบากอีกต่อไป

Mi Band 5 Charger

ที่ชาร์จแบบใหม่ ใช้งานง่ายแค่วางแปะ

หมดกีฬา : ก็เพิ่มเติมจากรุ่นเดิมพอสมควร มีถึง 11 โหมด ได้แก่ วิ่งกลางแจ้ง Outdoor Running, วิ่งบนลู่ Treadmill, เดิน Walking, ปั่นจักรยาน Cycling, เครื่องปั่นจักรยาน Indoor Cycling, ว่ายน้ำในสระ Pool Swimming, ออกกำลังกายอิสระ Freestyle , เครื่องเดินวงรี Elliptical, กระโดดเชือก Jump Rope, โยคะ Yoga, กรรเชียงบก Rowing Maching แล้วยังสามารถเซตให้ แจ้งเตือนทุก ๆ กิโลเมตรได้ รวมถึงการแจ้งเตือนเมื่อหัวใจเต้นสูงเกินไปเพื่อป้องกันอันตรายได้ด้วย แต่เนื่องจากไม่มี GPS เวลาใช้โหมดออกกำลังกายอย่าง วิ่งกลางแจ้ง , ปั่นจักรยาน ก็ต้องพกมือถือเพื่อดึง GPS จากมือถือแทนด้วยนะครับ

ฟังก์ชันสุขภาพ : มีการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งต้องบอกว่าในรุ่นนี้ได้รับการปรับปรุงให้แม่นยำขึ้นมาก ถึงขนาดมีคนบอกว่าถ้าจะเอาแม่นกว่านี้ก็ต้อง Apple Watch แล้ว แต่ส่วนตัวผมว่าขึ้นกับผิวของแต่ละคน รวมถึงตำแหน่งที่ใส่ด้วย อย่างของผมแค่นาฬิกามันขยับไปนิดเดียวความแม่นก็เปลี่ยนแล้วครับ นอกจากนี้ ในแอปยังสามารถตั้งแจ้งเตือนเมื่อหัวใจเราเต้นมากเกินไป, การติดตามการนอนที่สามารถตรวจว่า หลับลึก/ปกติ และรุ่นนี้ยังพิเศษกว่าทุกเรือนด้วยการเพิ่มช่วง REM (ช่วงหลับฝัน) รวมไปถึงการงีบหลับได้อีกด้วย

นาฬิกา Xiaomi Mi Band 5 Stress Management & Deep Breathing

โหมดวัดความเครียด และ การฝึกหายใจ รูปจาก twitter.com/xiaomi

ส่วนโหมดการวัดความเครียด จะเป็นคำนวณอัตราการเต้นของหัวใจกับปัจจัยอื่นๆ แล้วแสดงผลเป็นค่า 0-100 ยิ่งมากแปลว่าเครียดสะสมมาก ขอแนะนำให้ใช้คู่กับโหมด การฝึกหายใจ จะช่วยลดความเครียดลงได้ โดยโหมดฝึกหายใจจะแสดงรูปวงกลม เมื่อวงกลมขยายเราก็หายใจเข้า วงกลมหดเราก็หายใจออก เหมือนการทำสมาธิเลย, มีโหมด PAI ที่จะเก็บข้อมูลแล้วคำนวณออกมาเป็นคะแนนการออกกำลังกายของเรา, แจ้งเตือนเมื่อนั่งนาน, นับก้าว, แจ้งเตือนมีเดินถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ และสำหรับคุณผู้หญิงจะมี ระบบบันทึกและเตือนรอบประจำเดือนและระยะตกไข่ให้ใช้ด้วย หากยังไม่เห็นโหมดนี้ในนาฬิกา สามารถเปิดการทำงานในแอป Mi Fit ได้นะครับ

ฟังก์ชันอื่นๆ : กดถ่ายภาพที่มือถือจากตัวนาฬิกา เหมาะสำหรับคนที่มีไม้เซลฟี่แบบตั้งได้ จะได้กดชัตเตอร์จากระยะไกลได้เลย, กดเปลี่ยนเพลงที่มือถือจากนาฬิกา, กดค้นหามือถือ ทำให้มือถือส่งเสียงร้อง เวลาหามือถือไม่เจอซึ่งเป็นอะไรที่ผมชอบมากครับ, แจ้งเตือนเมื่อมีคนโทรเข้าและสามารถปฏิเสธสายหรือปิดเสียงโทรศัพท์ที่คนโทรเข้าได้อีกด้วย, รับการแจ้งเตือนจาก App เช่น Line G-mail และอื่นๆ, พยากรณ์อากาศ, นาฬิกาจับเวลา, นาฬิกานับถอยหลัง, ตั้งเวลาปลุก (ต้องตั้งเวลาใน App), เปลี่ยนหน้าปัดจากแอป Mi Fit ได้สูงถึง 65 แบบ, ล็อกหน้าจอ, อัปเดตเฟิร์มแวร์อัตโนมัติเมื่อเปิดแอป Mi Fit

โดยสรุปแล้ว : ถ้าใครชอบ Mi Band 4 แล้วอยากได้นาฬิกาใหม่ Mi Band 5 นี่ ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอนครับ มีฟังก์ชันติดตามสุขภาพมากขึ้น ฉลาดขึ้นมีฟีเจอร์เยอะจนรุ่นแพงกว่าแอบอาย อาจจะเพราะออกมาที่หลังสุดด้วย ส่วนเซนเซอร์วัดหัวใจก็มีความแม่นยำมากใกล้เคียงรุ่นแพง ๆ บางรุ่นเลยทีเดียว แล้วยังใช้งานได้ดีขึ้นด้วย พื้นที่แสดงผลใหญ่ก็ยังใหญ่กว่ารุ่นเดิมด้วยครับ เสียดายตรงยังไม่มี GPS แค่นั้นเอง

จอภาพAMOLED 1.1 “
แบตเตอรี่14 วัน
GPS
VO2Max / TE / TD✘ / ✘ / ✘
แสดงค่า PAI
มาตรฐานกันน้ำ5 ATM
โหมดกีฬา11 โหมด
ฟังก์ชันเด่นๆ“ติดตามการนอนเพิ่ม REM และ งีบ
ติดตามรอบเดือนผู้หญิง / วัดความเครียด
การฝึกหายใจ / กดถ่ายภาพ”
วันวางจำหน่ายในไทย 22 ก.ค. 2020

2. นาฬิกา Xiaomi Mi Watch Lite

นาฬิกา Xiaomi Mi Watch Lite นั้นมีหน้าตาแบบสี่เหลี่ยมที่ละม้ายคล้ายคลึง Apple Watch พอสมควร มาพร้อมกับโหมดสำหรับการออกกำลังกายถึง 11 โหมดครอบคลุมการ วิ่ง ปั่นจักรยาน ปีนเขา และออกกำลังกายแบบอิสระ มีระบบ GPS+GLONASS ที่ทำงานได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจตลอดวัน แถมยังแจ้งเตือนเมื่อหัวใจของเราเต้นมากเกินไปได้อีกด้วย ในเรื่องความแม่นยำของเซนเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ก็ทำออกมาได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

mi watch lite

ในเรื่องติดตามการนอน ก็สามารถเก็บข้อมูล หลับลึก หลับตื้น โดยแอป Xiaomi Wear จะบอกผลการนอนเป็นคะแนน 0-100 สามารถดาวน์โหลดหน้าปัดได้มากถึง 120 แบบในแอป Xiaomi Wear ตัวนาฬิกามีฟังก์ชั่นพื้นฐานอย่างครบครัน ทั้งการแจ้งเตือนโทรเข้าและข้อความ การแจ้งเตือนจากแอปก็รองรับภาษาไทย มีการฝึกหายใจ เข็มทิศ ความดันบรรยากาศ การปลุก จับเวลา นับเวลาถอยหลัง ทำเป็นไฟฉาย บอกสภาพภูมิอากาศ และก็ใช้ควบคุมเพลงบนมือถือได้ด้วย

จอภาพIPS 1.4″
แบตเตอรี่9 วัน
GPS
VO2Max / TE / TD✘ / ✘ / ✘
มีค่า PAI
มาตรฐานกันน้ำ5 ATM
โหมดกีฬา11 โหมด
ฟังก์ชันเด่นๆติดตามการนอน / วัดความเครียด / การฝึกหายใจ
วันวางจำหน่ายในไทย ไตรมาส 4/2020

3. นาฬิกา Xiaomi Mi Watch

นาฬิกา Xiaomi Mi Watch ตัวเรือนเป็นแบบกลม ดีไซน์สวยงาม ทันสมัย หน้าจอเป็น AMOLED สีสวยคมชัด สามารถเปิด Always on Display ให้หน้าจอติดได้ตลอดเวลา แต่จะกินแบตพอสมควร ใช้กระจกแบบขอบโค้ง 2.5D ที่เคลือบสารป้องกันรอยนิ้วมือ ทำให้เป็นรอยนิ้วมือได้ยากขึ้น ตัวชาร์จเป็นแบบแม่เหล็กใช้งานได้สะดวก จุดเด่นของเรือนนี้จะอยู่ที่มีโหมดกีฬา 117 โหมด ครอบคลุมไปถึงไตรกีฬาด้วย แถมยังบอกค่า VO2Max ได้อีก ใครเป็นสายกีฬาตัวจริง นาฬิกาเรือนนี้ถือว่าครบครันพอสมควร

mi watch

สายนาฬิกาเป็นแบบซิลิโคน สายสามารถปลดสลักถอดเปลี่ยนได้ง่าย ตัวเรือนน้ำหนักเบาใส่สบาย แล้วยังกันน้ำ 5ATM มีระบบ GPS สามารถวัดการเต้นของหัวใจ และระดับออกซิเจนในเลือดด้วย รองรับการแจ้งเตือนภาษาไทย นับก้าวเดิน มีเข็มทิศและวัดความดันอากาศได้ เตือนให้เราขยับร่างกายเมื่อนั่งนานเกินไป ใช้ควบคุมเพลงบนมือถือ ใช้เป็นไฟฉาย นาฬิกาปลุก หรือนับเวลาถอยหลัง วัดการนอน วัดความเครียด ดูสภาพอากาศ

จอภาพ1.39″ AMOLED
แบตเตอรี่16 วัน
GPS
VO2Max / TE / TD✓ / ✘ / ✘
มีค่า PAI
มาตรฐานกันน้ำ5 ATM
โหมดกีฬา117 โหมด
ฟังก์ชันเด่นๆติดตามการนอน / วัดความเครียด / การฝึกหายใจ / วัดออกซิเจน
วันวางจำหน่ายในไทย ไตรมาส 4/2020


4. นาฬิกา Xiaomi Amazfit Stratos 3

ใครกำลังหานาฬิกาสำหรับออกกำลังกายแบบขั้นสุด ขอแนะนำ Stratos 3 สานต่อตำนานของรุ่นที่ 2 ที่ขายดิบขายดีในกลุ่มนักวิ่ง เรือนนี้อาจจะเหมาะกับคุณผู้ชายมากกว่า แต่ถ้าคุณผู้หญิงจะใส่ทรงนี้ก็ไม่ถือว่าแปลกนะครับ เดี๋ยวนี้ผู้หญิงก็ชอบใส่แนวผู้ชายกันเยอะ บางคนก็ใส่เป็นนาฬิกาคู่รุ่นเดียวกับแฟนเลยก็มี ขนาดอาจจะใหญ่ไปนิด ดูตัน ๆ ไปบ้างสำหรับคนข้อมือเล็ก แต่โดยภาพรวมแล้วเอาอยู่ อีกทั้งน้ำหนักก็ไม่ได้หนักมาก ใส่แล้วยังรู้สึกสบาย และนาฬิกาก็ดูแข็งแรงทนทานด้วยครับ

ตัวเรือนก็เป็นสเตนเลสและเซอร์โคเนียเซรามิค เสริมด้วยพลาสติก ทำให้มีดีไซน์ที่หรูหราสวยงาม มาพร้อมสายยางซิลิโคนความกว้าง 22 mm เสริมด้วยหน้าจอที่มีขนาด 1.34 นิ้ว ใช้ Gorilla Glass 3 เคลือบสารป้องกันรอยนิ้วมือและเป็นแบบ MIP Transflective TFT (STN) สีสันอาจจะจืดไปหน่อย เลยทำให้ดูมีราคาถูกทั้งที่ดีไซน์จุดอื่นๆดูแพง แต่เหมาะสำหรับการใช้งานกลางแจ้ง เพราะช่วยให้เห็นได้อย่างชัดเจน และตัวเรือนเองก็สูงกว่ากระจกจึงช่วยลดโอกาสที่กระจกจะแตกได้อีกด้วย อีกทั้งคนที่ต้องการนาฬิกาที่อ่านข้อความแจ้งเตือนได้แบบยาว ๆ รุ่นนี้อ่านได้ยาวที่สุดเลยครับ แตกต่างจากรุ่นอื่นที่อ่านได้สั้นกว่า

และที่ Stratos 3 เป็นนาฬิกาสำหรับคนออกกำลังกายอย่างจริงจังเป็นเพราะว่า มีโหมดกีฬาที่เยอะมากถึง 80 โหมด ซึ่งรวมถึงไตรกีฬาด้วย ไม่ว่าจะออกกำลังกายกีฬาแบบไหน ก็มีโหมดให้เลือกใช้ และยังสามารถใส่ MP3 แล้วต่อหูฟังบลูทูธได้ เวลาออกกำลังกายก็ไม่ต้องพกมือถือ สามารถฟังเพลง MP3 จากนาฬิกาได้เลย พวกที่เวลาวิ่งไม่ชอบเอามือถือใส่ในกระเป๋ากางเกง น่าจะถูกใจฟังก์ชันนี้ไม่น้อยครับ อีกทั้งยังเชื่อมต่อสายคาดอกสำหรับวัดหัวใจแบบแม่นๆ ข้อมูลจึงถูกต้องแม่นยำยิ่งกว่ารุ่นอื่น ๆ และยังรองรับการกันน้ำระดับ 5 ATM ใช้ใส่ไปว่ายน้ำก็ทำได้ชิลๆครับ

Amazfit-Stratos-3-Swimming

ยังไม่พอ ยังมีเซนเซอร์วัดหัวใจ PPG ที่มีความแม่นยำถือว่าดีเลยทีเดียว, วัดความเร่งแบบ 6 แกน, วัดสนามแม่เหล็กแบบ 3 แกน และวัดความดันอากาศ เสริมด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อบลูทูธ 5.0 BLE พร้อม GPS ที่รองรับ GLONASS / GALILEO / BEIDOU โดย GPS ใช้งานร่วมกับระบบใดระบบหนึ่งในสามอย่างนี้ ซึ่งสามารถปรับเลือกโหมดได้ในนาฬิกาให้ใช้ทีละคู่นะครับ โดยมีคนลองใช้งาน GPS คู่ GALILEO ก็พบว่าแม่นยำมากที่สุด ส่วนแบตเตอรี่ก็มีขนาด 300 mAh ใช้เวลา 2.5 ชั่วโมงในการชาร์จให้เต็ม แล้วตัวชาร์จก็เป็นแบบแม่เหล็กใช้งานได้สะดวกมาก ๆ ครับ พอเต็มแล้วก็สามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 7 วัน พร้อมโหมดประหยัดพลังงงานที่เคลมว่าได้สูงสุดถึง 14 วัน จึงใช้งานได้อย่างยาวนานมากเลยครับ

โหมดกีฬา : เรือนนี้ใช้โปรแกรมการวิเคราะห์จาก Firstbeat (ที่ใช้ในยี่ห้อดังอย่าง Garmin) มีมากถึง 80 แบบ ครอบจักรวาลการออกกำลังกายแน่นอน

ฟังก์ชันสุขภาพ : มีการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, การติดตามการนอน, มีโหมด PAI คะแนนการออกกำลังกายของเรา, แจ้งเตือนเมื่อนั่งนาน, นับก้าว, แจ้งเตือนเมื่อเดินถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

ฟังก์ชันอื่น ๆ : กดค้นหามือถือ (ทำให้มือถือส่งเสียงร้อง), แจ้งเตือนเมื่อมีคนโทรเข้าและสามารถปฏิเสธสายหรือปิดเสียงโทรศัพท์ที่คนโทรเข้าได้อีกด้วย, รับการแจ้งเตือนจาก App เช่น Line G-mail และอื่นๆ, พยากรณ์อากาศ, นาฬิกาจับเวลา, นาฬิกานับถอยหลัง, ตั้งเวลาปลุก (ต้องตั้งเวลาใน App), เปลี่ยนหน้าปัดจาก App Zepp(Amazfit ชื่อเดิม), ล็อกหน้าจอ

โดยสรุปแล้ว : Amazfit Stratos 3 ถึงแม้จะมีราคาที่แพงที่สุด แต่ก็มีฟังก์ชันที่ใช้งานได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะฟังก์ชันที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย โดยมีโหมดกีฬาให้เลือกมากที่สุดถึง 80 โหมด และยังมีระบบวิเคราะห์แนะนำการออกกำลังกายไม่ให้หนักจนบาดเจ็บหรือเบาจนเกินไป จึงเป็นนาฬิกาที่เหมาะมาก ๆ สำหรับคนที่ออกกำลังกายอย่างจริงจัง และต้องการข้อมูลอย่างแม่นยำเพื่อนำไปพัฒนาร่างกายของตัวเองครับ แต่รุ่นนี้มันยังไม่รองรับข้อความภาษาไทยนะครับ ในขณะที่รุ่นอื่น ๆ รองรับหมดแล้ว คาดว่าในอนาคตจอาจจะมีอัปเดตแก้มาให้ครับ

รุ่นAmazfit Stratos 3
ราคาโดยประมาณ5,990 – 6,190 บาท
จอภาพMIP Transflective TFT
STN 1.34″
แบตเตอรี่7 วัน
GPS
VO2Max / TE / TD / /
มีค่า PAI
มาตรฐานกันน้ำ5 ATM
โหมดกีฬา80 โหมด
ฟังก์ชันเด่นๆใส่ MP3 เชื่อมต่อหูฟังบลูทูธ
VO2MAX,TE,TD,Recovery Time
รองรับระบบ GPS 4 ระบบ
เชื่อมต่อสายคาดอกวัดหัวใจได้
วันวางจำหน่ายในจีน 19 ธ.ค. 19

5. นาฬิกา Xiaomi Amazfit GTR 47mm

สำหรับใครที่กำลังมองหาสมาร์ทวอทช์มาใส่เป็นนาฬิกาประจำวันที่เบื่อทรงธรรมดา ๆ เดิม ๆ ของสมาร์ทวอทช์ทั่วไป ต้องการความสวยงาม ใส่แล้วดูมีลูกเล่น มีดีเทล และยังเอาไปใช้ตอนออกกำลังกายได้ ผมขอแนะนำ Amazfit GTR 47mm ตัวนี้เลยครับ เพราะใส่แล้วไม่นึกว่า กำลังใส่นาฬิกาสำหรับการออกกำลังกายอยู่เลย ตัวสายนาฬิกาถึงจะเป็นสายซิลิโคนสีดำ แต่ก็มีการหุ้มหนังเทียมสีน้ำตาลด้านนอก ทำให้แอบดูหรูหราขึ้นมา และเมื่อโดนน้ำก็ไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นอับด้วย แต่ถ้าเป็นคนมีข้อมือเล็ก ๆ อาจจะใส่แล้วดูตัน ๆ ไปบ้าง เนื่องจากมีขนาดหน้าจอถึง 1.39 นิ้ว แต่หน้าจอใหญ่ ๆ ก็ทำให้มองนาฬิกาได้ชัดเต็มตาดีนะครับ

ตัวเรือนก็มี 2 แบบเป็นสเตนเลสสีเงินกับอะลูมิเนียมสีเทาเข้มให้เลือกซื้อกันตามความชอบ และขอบตัวเรือนก็อยู่สูงกว่ากระจก จึงช่วยลดโอกาสที่กระจกจะแตก พร้อมด้วยหน้าจอแบบ AMOLED ที่มีสีสันสวยงาม และใช้กระจก Gorilla 3 มีความแข็งแรงทนทาน และยังเคลือบป้องกันรอยนิ้วมือไม่ให้หน้าจอดูเละ ๆ อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีเซนเซอร์วัดหัวใจแบบ PPG, วัดการเร่ง 6 แกน, วัดคลื่นแม่เหล็ก 3 แกนที่ช่วยทำให้วัดข้อมูลได้อย่างแม่นยำ (แต่ไม่เท่ากับ Stratos 3) และมีวัดความดันอากาศ, วัดแสงสว่าง ช่วยปรับแสงจออัตโนมัติด้วยครับ

นาฬิกา Xiaomi Amazfit GTR 47 mm + Charger

สายซิลิโคนดำ ตกแต่งด้วยหนังสีน้ำตาลด้านนอก และ สายชาร์จแบบแม่เหล็กใช้งานง่าย

และยังระบุตำแหน่งเวลาวิ่งด้วย GPS + GLONASS ที่เชื่อมต่อด้วยบลูทูธ 5.0 BLE ส่วนตัวแบตเตอรี่ก็มีขนาดใหญ่ถึง 410 mAh ที่มีระบบชาร์จแบบแม่เหล็กสะดวกสบายมาก ๆ ไม่ต้องถอดสายนาฬิกาออกก่อนให้เสียเวลา ซึ่งใช้เวลาชาร์จประมาณ 2 ชั่วโมง และสามารถใช้งานได้ถึง 24 วันเลย พูดง่าย ๆ ว่า ชาร์จแบตเต็ม 1 ครั้ง ใช้ยาว ๆ จนทำให้ลืมชาร์จแบตไปได้เลยครับ

โหมดกีฬา : มี 12 โหมด ได้แก่ วิ่งกล้างแจ้ง (Outdoor Running), วิ่งบนลู่ (Treadmill), เดิน (Walking), ปั่นจักรยาน (Outdoor Cycling), เครื่องปั่นจักรยาน (Indoor Cycling), ว่ายน้ำอิสระ (Open Water Swimming), ว่ายน้ำในสระ (Pool Swimming), เครื่องเดินวงรี (Elliptical Trainer), เครื่องปีนเขา (Climbing), วิ่งเทรล(Trail Running), สกี(Skiing), ออกกำลังกายอิสระ(Exercise)

ฟังก์ชันสุขภาพ : มีการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, การติดตามการนอน, มีโหมด PAI คะแนนการออกกำลังกายของเรา, แจ้งเตือนเมื่อนั่งนาน, นับก้าว, แจ้งเตือนเมื่อเดินถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

นาฬิกา Xiaomi Amazfit GTR 47mm Color

ในไทยตอนนี้เห็น 2 สี เทาเข้ม(อะลูมิเนียม) กับ เงิน(สเตนเลส) รูปจาก china-gadgets.com และ wearabletech.io

ฟังก์ชันอื่น ๆ : กดค้นหามือถือ (ทำให้มือถือส่งเสียงร้อง), แจ้งเตือนเมื่อมีคนโทรเข้า และสามารถปฏิเสธสาย หรือปิดเสียงโทรศัพท์ที่คนโทรเข้าได้อีกด้วย, รับการแจ้งเตือนจาก App เช่น Line G-mail และอื่นๆ, พยากรณ์อากาศ, นาฬิกาจับเวลา, นาฬิกานับถอยหลัง, ตั้งเวลาปลุก (ต้องตั้งเวลาใน App), เปลี่ยนหน้าปัดจาก App Zepp(Amazfit ชื่อเดิม), ล็อกหน้าจอ

โดยสรุปแล้ว : Amazfit GTR เหมาะสำหรับคนทำงานทั่วไป ๆ ที่ต้องการสมาร์ทวอทช์ที่มีรูปทรงสวยงามอย่างลงตัว ใส่ไปทำงานหรือออกงานก็ดูดี ใส่ออกกำลังกายก็ยังไหว และราคาก็ไม่แพงมากด้วย เซนเซอร์วัดหัวใจก็มีความแม่นยำพอสมควร แต่บางครั้งก็มีอาการเอ๋อให้เห็นอยู่ บางทีผมต้องขยับนาฬิกาเลื่อนไปมานิดหน่อยอาการเอ๋อถึงจะหาย ส่วน GPS จับสัญญาณได้ช้า และบางครั้งก็มีอาการเอ๋อเช่นกัน บางทีหลุดออกนอกเส้นทางให้เห็นอยู่ ยิ่งถ้าวิ่งผ่านอาคาร มีตึกบังสัญญาณยิ่งเพี้ยนหนักเลย เหมือนดีไซน์มารับสัญญาณไม่ค่อยดีครับ

รุ่นAmazfit GTR 47mm
ราคาโดยประมาณบาท
จอภาพAMOLED 1.39″
แบตเตอรี่24 วัน
GPS
VO2Max / TE / TD✘ / ✘ / ✘
มีค่า PAI
มาตรฐานกันน้ำ5 ATM
โหมดกีฬา12 โหมด
ฟังก์ชันเด่นๆPAI คะแนนออกกำลังกาย
เปลี่ยนเพลงจากนาฬิกา
วันวางจำหน่ายในไทย ไตรมาส 3/2019

6. นาฬิกา Amazfit GTR 42mm

สำหรับรุ่น GTR 42 จะมีลักษณะการดีไซน์ ฟังก์ชัน และการใช้งานที่คล้ายคลึงกับรุ่น GTR 47 ที่อยู่ด้านบนเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นสเปคของหน้าอย่าง จอแบบ AMOLED และกระจก Gorilla 3 ที่มีการเคลือบป้องกันรอยนิ้วมือเช่นเดียวกัน มีเซนเซอร์วัดค่าต่างๆที่เหมือนกัน ฟังก์ชันและฟีเจอร์การทำงานก็เหมือนกันด้วย พูดง่าย ๆ ว่า GTR 42 เหมือนกับ GTR 47 เด๊ะ ๆ เลยครับ เพียงแต่รุ่นนี้จะมีขนาดเล็กลงและน้ำหนักเบากว่า จึงเหมาะสำหรับคนที่มีข้อมือเล็ก ๆ หรือคุณผู้หญิงที่ชอบเรือนที่พอดีกับข้อมือ

ส่วนขอบของตัวเรือนก็สูงกว่ากระจกจึงช่วยลดโอกาสที่กระจกจะแตกเช่นกัน แต่เนื่องจาก GTR 42 มีขอบให้เลือกซื้อหลายสีมากกว่า GTR 47 จึงทำให้จะมีบางสีที่ขอบตัวเรือนดันเป็นกระจกด้านบนอีกทีเพื่อเพิ่มความสวยงาม ซึ่งขอบตรงนี้อาจจะร้าวได้ เวลาใช้งานอาจจะต้องระวังนิดนึง หรือไม่ก็ลองหาซื้อเคสมาใส่ก็ดีนะครับ ส่วนแบตเตอรี่ก็มีขนาดเล็กว่าอยู่ที่ 195 mAh โดยสามารถใช้งานได้ 12 วัน ในขณะที่ GTR 47 ใช้งานได้ 24 วัน น้อยกว่ากันครึ่งต่อครึ่ง และอีกจุดที่แตกต่างคือ มีสายซิลิโคนให้เลือกซื้อกันถึง 4 สี ได้แก่ สายสีดำ, ชมพู, ขาว และสีแดง ให้เลือกซื้อกันตามความชอบด้วยครับ

Amazfit GTR 42mm Color

ในไทยตอนนี้ผมเห็นวางจำหน่ายอยู่แค่ 4 สีนี้ รูปจาก mi.com

โหมดกีฬา / ฟังก์ชั่นสุขภาพ / ฟังก์ชั่นอื่น ๆ : เหมือนกับตัวด้านบนเด๊ะ ๆ ครับ

โดยสรุปแล้ว : Amazfit GTR 42mm มีความสามารถเหมือนกับรุ่น GTR 47 เลย ซึ่งรวมถึงอาการเอ๋อๆของ GPS และเซนเซอร์วัดหัวใจด้วย แต่ GTR 42 จะมีขนาดเล็กกว่า จึงเหมาะสำหรับ คนข้อมือเล็กหรือผู้หญิง ส่วนด้านรูปทรงก็สวยงามไม่แพ้กัน ใส่ไปทำงานหรือออกงานก็ดูดี หรือใส่ออกกำลังกายก็ยังไหวเช่นกันครับ

รุ่นAmazfit GTR 42mm
ราคาโดยประมาณ3,399 บาท
จอภาพAMOLED 1.2″
แบตเตอรี่12 วัน
GPS
VO2Max / TE / TD✘ / ✘ / ✘
มีค่า PAI
มาตรฐานกันน้ำ5 ATM
โหมดกีฬา12 โหมด
ฟังก์ชั่นเด่นๆPAI คะแนนออกกำลังกาย
เปลี่ยนเพลงจากนาฬิกา
วันวางจำหน่ายในไทย ไตรมาส 3/2019


7. นาฬิกา Amazfit GTS

ตอนที่เห็น Amazfit GTS ครั้งแรก นึกว่าเป็น Apple Watch ซะอีกครับ หน้าตาเหมือนกันอย่างกับฝาแฝดเลยทีเดียว คิดว่าทาง Xiaomi น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมากพอสมควร ขนาดลายหน้าปัดยังแอบดีไซน์ให้ชวนนึกถึงหน้าปัดของ Apple เลยทีเดียว ด้านหน้าจอก็มีขนาดใหญ่ถึง 1.65 นิ้ว เรียกได้ว่า ใหญ่ที่สุดจากทั้ง 8 รุ่น เวลากดใช้งานหรือมองข้อความต่าง ๆ ก็ทำได้สะดวก แต่ถึงหน้าจอจะใหญ่ เวลาใส่แล้วก็ไม่รู้สึกตัน ๆ หรือหนักข้อมือ เพราะออกแบบมาให้บางและไม่มีขอบหน้าจอหนา ๆ นั้นเองครับ ผู้หญิงข้อมือเล็กก็ใส่ได้สบาย ๆ และตัวสายนาฬิกาก็มีให้เลือกซื้อกันตามความชอบถึง 6 สีด้วย

ส่วนตัวกระจกเป็นแบบโค้ง 2.5D, Gorilla 3 พร้อมเคลือบป้องกันรอยนิ้วมือ ถึงแม้จะมีความแข็งแรงและทนทาน แต่ส่วนตัวแนะนำให้ใส่เคสนะครับ เพราะหน้าจอไม่มีขอบมาช่วยรองรับแรงกระแทกแบบรุ่นอื่น ๆ เวลาชนอะไรแรง ๆ จะโดนตัวกระจกเต็ม ๆ มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 220 mAh ที่มีระบบชาร์จแบบแม่เหล็กสะดวกมาก ใช้เวลาชาร์จประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วใช้งานได้สูงสุดถึง 14 วันเลยครับ เพิ่มเติมด้วยเซนเซอร์วัดหัวใจแบบ PPG, วัดการเร่ง 6 แกน, วัดคลื่นแม่เหล็ก 3 แกน, วัดความดันอากาศ, วัดแสง ช่วยปรับแสงจออัตโนมัติ ระบุตำแหน่งเวลาวิ่งด้วย GPS + GLONASS และยังเชื่อมต่อด้วยบลูทูธ 5.0 BLE อีกด้วย

นาฬิกา Xiaomi Amazfit GTS Color

TS มีหลายสีให้เลือกเลยครับ รูปจาก mi.com

โหมดกีฬา / ฟังก์ชันสุขภาพ / ฟังก์ชันอื่น ๆ : เหมือนกับรุ่น Xiaomi Amazfit GTR 47mm

โดยสรุปแล้ว : Amazfit GTS มีความสามารถคล้าย ๆ กับรุ่น Xiaomi Amazfit GTR 47mm และ GTR 42mm เพียงแต่มีดีไซน์ที่แตกต่าง โดยเป็นหน้าจอสี่เหลี่ยมแทนที่หน้าจอวงกลม และมีราคาพอ ๆ กันด้วย ทาง Xiaomi ทำออกมาเพื่อตอบสนองในเรื่องของความชอบนั้นเองครับ ใครชอบดีไซน์ของเรือนไหนมากกว่าก็เลือกซื้อตัวนั้นได้เลย ตัวเซ็นเซอร์วัดหัวใจมีเอ๋อบ้าง ส่วน GPS จับได้เร็วกว่ารุ่น GTR มาก ๆ แต่ก็ยังคงมีอาการหลุดออกนอกเส้นทางเมื่อเข้าใต้อาคารให้เห็นอยู่ครับ

รุ่นAmazfit GTS
ราคาโดยประมาณ3,499 บาท
จอภาพAMOLED 1.65″
แบตเตอรี่14 วัน
GPS
VO2Max / TE / TD✘ / ✘ / ✘
มีค่า PAI
มาตรฐานกันน้ำ5 ATM
โหมดกีฬา12 โหมด
ฟังก์ชันเด่นๆPAI คะแนนออกกำลังกาย
เปลี่ยนเพลงจากนาฬิกา
วันวางจำหน่ายในไทย ไตรมาส 3/2019

8. นาฬิกา Amazfit T-Rex

นาฬิกาสายถึกที่ได้แรงบันดาลใจจาก G-Shock เรือนนี้ เคลมว่าผ่านการทดสอบ 12 มาตรฐานทางทหาร มั่นใจในความทนทานในหลายๆสถานะ ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิสูงถึง 70 องศา หรือแม้แต่เย็นติดลบ 40 องศาก็ตาม ก็ยังสามารถใช้งานได้ ด้านดีไซน์แข็งแรงสมบุกสมบัน ดูตัน ๆ และแมน ๆ ส่วนตัวเรือนก็มีขนาดใหญ่ขึ้นมากกว่ารุ่นอื่น ๆ เพราะมีขอบนาฬิกาค่อนข้างหนา ถึงแม้จะมีหน้าจอแค่ที่ 1.3 นิ้วก็ตาม และตัวหน้าจอก็เป็นแบบ AMOLED มีการแสดงผลสีสันสดใน พร้อมด้วยกระจกแข็งแรงแบบ Gorilla Glass 3 ที่มีการเคลือบกันรอบนิ้วมือบนหน้าจอเหมือนกับรุ่นบน ๆ เลยครับ

และในส่วนของซอฟต์แวร์การใช้งานก็มีความคล้ายคลึงกับรุ่น GTR / GTS พร้อมด้วยเซนเซอร์แบบวัดหัวใจ PPG, วัดความเร่ง 3 แกน, วัดคลื่นแม่เหล็ก, วัดแสง แล้วยังสามารถระบุตำแหน่ง GPS + GLONASS เชื่อมต่อบลูทูธ 5.0 BLE ได้ด้วย ส่วนเรื่องว่ายน้ำก็ทำได้สบาย ๆ ด้วยมาตรฐานกันน้ำ 5 ATM แต่น่าเสียดายที่ไหน ๆ ทำออกมาลุย ๆ แล้ว น่าจะเอาไปใส่ดำน้ำได้ด้วยนะครับ

นาฬิกา Xiaomi Amazfit T-Rex

ผ่านมาตรฐานการทดสอบทางทหาร มั่นใจได้ในเรื่องความทนทาน ภาพจาก mi.com

ส่วนตัวตัวเรือนวัสดุเป็นโพลีเมอร์ แต่สายตัวนี้ไม่ได้เป็นแบบปลดเร็วเหมือน Bip S, GTR, GTS, Stratos 3 เป็นสายแบบที่ใช้นอตในการยึด เวลาหาสายเปลี่ยนอาจจะลำบากหน่อย แล้วสายที่มาด้วยก็ยังมีความนิ่ม ๆ ยืด ๆ มากกว่ารุ่นอื่น ๆ ด้วย ทางด้านแบตเตอรี่มีขนาด 390 mAh มาพร้อมตัวชาร์จแบบเหล็กใช้งานได้สะดวก และเมื่อชาร์จตเต็มแล้ว จะสามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 20 วัน ถือว่านานมาก ๆ ครับ

โหมดกีฬา / ฟังก์ชันสุขภาพ / ฟังก์ชันอื่น ๆ : เหมือนกับรุ่น Xiaomi Amazfit GTR 47mm เพียงแค่โหมดกีฬามี 14 โหมด เพิ่มโหมด สกี (Ski) กับ ปีนเขา (Hike) ครับ

โดยสรุปแล้ว : Amazfit T-Rex เหมาะสำหรับคนที่ต้องใส่ทำงานแบบลุย ๆ พอสมควร มีตัวเรือนแข็งแรง แต่ตัวเรือนอาจจะใหญ่ไปหน่อย ตัวสายรัดเปลี่ยนได้ยากกว่าเรือนอื่น ๆ ส่วนเซนเซอร์หัวใจก็ถือว่าทำได้แม่นยำเลยทีเดียว มีดีเลย์บ้างเมื่อเทียบกับสายคาดอก Wahoo Tickr ที่ผมใช้อยู่ แล้วตัว GPS ก็ทำได้ดีมากแม่นกว่า Stratos 3 อีก น่าจะเป็นเพราะเลือกใช้วัสดุที่ไม่ใช่โลหะเลยทำให้จับสัญญาณได้ดีกว่า ส่วนแบตเตอรี่ก็อยู่ได้ถึง 20 วัน และที่สำคัญไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องเคลมเลยทนดีจริงๆ แต่ก็มีราคาที่ค่อนข้างแพงกว่าหลาย ๆ รุ่นด้วยครับ

รุ่นAmazfit T-Rex
ราคาโดยประมาณ4,899 บาท
จอภาพAMOLED 1.3″
แบตเตอรี่20 วัน
GPS
VO2Max / TE / TD✘ / ✘ / ✘
มีค่า PAI
มาตรฐานกันน้ำ5 ATM
โหมดกีฬา14 โหมด
ฟังก์ชันเด่นๆPAI คะแนนออกกำลังกาย
เปลี่ยนเพลงจากนาฬิกา
วันวางจำหน่ายในไทย ไตรมาส 1/2020

9. นาฬิกา Amazfit Bip-U

Amazfit Bip U รุ่นนี้เพิ่งเริ่มขายเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2563 จุดเด่นหลัก ๆ จะอยู่ที่มีการเปลี่ยนไปใช้จอแบบ TFT 1.43 นิ้ว ทำให้ภาพที่แสดงผลบนนาฬิกาชัดมากขึ้น แต่ก็ทำให้กินไฟมากขึ่้นเป็นเงาตามตัวด้วยเหมือนกัน จนทำให้แบตเตอรี่ลดลงมาเหลือแค่ 5 – 9 วัน ถึงแม้ในส่วนของดีไซน์ไม่ได้แตกต่างจากรุ่นก่อนมากนัก แต่เราก็พบว่ามีหลายจุดที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้น่าสนใจขึ้นไม่น้อยเลย หลายฟังก์ชั่นนี่แทบจะยกมาจาก Mi Band 5 เลยทีเดียว ที่สำคัญรุ่นนี้ยังไม่ GPS ถ้าใครอยากได้รุ่นที่มี GPS อาจจะต้องหนีไปรุ่นอื่น หรือไม่ก็รอ Amazfit Bip-U Pro ที่จะมาพร้อม GPS แทนนะครับ

จอภาพใหม่ดูหรูหราขึ้นพอสมควร แต่ราคาเดิม ภาพจาก amazfit.com

โหมดกีฬา / ฟังก์ชันสุขภาพ / ฟังก์ชันอื่น ๆ : โหมดกีฬาได้รับการปรับปรุงให้มีมากขึ้นถึง 60 โหมด มีการปรับปรุงเซ็นเซอร์วัดหัวใจให้แม่นยำกว่ารุ่นก่อน ๆ มาก ปรับปรุงติดตามการนอนเพิ่ม REM และ งีบ เพิ่มโหมดติดตามรอบเดือนคุณผู้หญิง เพิ่มโหมดฝึกการหายใจ เพิ่มโหมดวัดออกซิเจน SpO2 ช่วยให้เราประเมินสุขภาพวัดร่างกายได้ดียิ่งขึ้นไปอีก

โดยสรุปแล้ว : ถ้าใครกำลังอยากได้นาฬิกาที่มีฟังก์ชั่นพื้นฐานแบบล้ำ ๆ ก็ขอแนะนำเรือนนี้เลยครับ มาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่อย่าง SpO2 ช่วยบอกปริมาณออกซิเจนด้วยขาดอย่างเดียวคือ GPS ครับ ที่สำคัญราคายังถูกมากอีกด้วย

รุ่นAmazfit BIP U
ราคาโดยประมาณ1,690 บาท
จอภาพTFT 1.43″
แบตเตอรี่5 – 9 วัน
GPS
VO2Max / TE / TD✘ / ✘ / ✘
มีค่า PAI
มาตรฐานกันน้ำ5 ATM
โหมดกีฬา60 โหมด
ฟังก์ชันเด่นๆติดตามการนอนเพิ่ม REM และ งีบ
ติดตามรอบเดือนผู้หญิง
วัดความเครียด
การฝึกหายใจ / วัดออกซิเจน
วันวางจำหน่ายในไทย ไตรมาส 4/2020

10. นาฬิกา Xiaomi Mi Band 4C

นาฬิกา Xiaomi Mi Band 4C มีดีไซน์ตัวเรือนแบบสี่เหลี่ยม แค่ถอดสายนาฬิกาก็สามารถเสียบปลั๊ก USB ชาร์จได้เลย สะดวกไปอีกแบบ สายเป็นแบบซิลิโคนมีน้ำหนักเบาใส่สบาย รองรับการแจ้งเตือนต่าง ๆ มาพร้อมโหมดการออกกำลังกาย 5 โหมดได้แก่ วิ่งกลางแจ้ง ออกกำลังกายอิสระ ปั่นจักรยาน เดิน วิ่งบนลู่ ส่วนฟีเจอร์ดูแลสุขภาพ ก็จะมี นับก้าวเดิน นับแคลอรี วัดการนอน วัดการเต้นของหัวใจ แจ้งเตือนเมื่อนั่งนานเกินไป แบตเตอรี่ใช้ 2 สัปดาห์ กันน้ำที่ 5 ATM สามารถใช้ควบคุมเพลงบนมือถือได้อีกด้วย

จอภาพ1.08″ TFT
แบตเตอรี่14 วัน
GPS
VO2Max / TE / TD✘ / ✘ / ✘
มีค่า PAI
มาตรฐานกันน้ำ5 ATM
โหมดกีฬา5 โหมด
ฟังก์ชันเด่นๆติดตามการนอนเพิ่ม REM
วันวางจำหน่ายในไทย ไตรมาส 2/2020
Mi Band 4C

ได้เห็น “นาฬิกา Xiaomi รุ่นไหนดี” กันไปถึง 10 รุ่นแล้ว ชอบรุ่นไหน อยากใส่รุ่นไหนกันบ้างครับ? แต่ละรุ่นก็มีจุดเด่นจุดด้อยที่แตกต่างกันไป อย่างนาฬิกา Mi Band 5 และ Amazfit Bip-U จะเป็นรุ่นที่มีฟังก์ชันเกี่ยวกับสุขภาพมากที่สุดถึงแม้ราคาจะเกือบถูกสุดก็ตาม ในขณะที่ Amazfit Stratos 3 จะเป็นรุ่นที่โดดเด่นทางด้านกีฬามากที่สุดและราคาก็สูงตามความสามารถด้วย แต่ฟังก์ชั่นเกี่ยวกับสุขภาพจะน้อยกว่า Band 5 นิดหน่อย และแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้สั้นที่สุดเนื่องจากความสามารถที่เพิ่มขึ้นนั้นเอง ยังไงถ้าจะเลือกซื้อนาฬิกา Xiaomi มาใส่สักเรือน ก็อย่าลืมคำนึงถึง จุดประสงค์การใช้งาน, ดีไซน์ที่ชอบ และงบประมาณที่มีด้วยนะครับ