+ “ยางรถยนต์ประหยัดน้ำมัน” ยี่ห้อไหนดี 2021 รีวิว 6 ยี่ห้อ +

+ "ยางรถยนต์ประหยัดน้ำมัน" ยี่ห้อไหนดี 2020 รีวิว 6 ยี่ห้อ +

รู้กันไหมครับว่า ถ้าอยากประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงเนี่ย สิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยคุณได้ก็คือ การเปลี่ยนไปใช้ “ยางรถยนต์ประหยัดน้ำมัน” นั้นเอง อาจจะงง ๆ ว่า แค่เปลี่ยนไปใช้ยางรุ่นประหยัดน้ำมัน จะช่วยทำให้ประหยัดน้ำมันได้จริงหรือ? คำตอบก็คือ มันช่วยได้ครับ ถ้าลองใช้ยางรถยนต์ประหยัดน้ำมันเทียบกับยางรุ่นอื่น ๆ ในเงื่อนไขเดียวกัน รถคันเดียวกัน วิ่งที่เดียวกัน จะพบว่าที่น้ำมันเท่ากัน ยางรถยนต์ประหยัดน้ำมันจะทำให้วิ่งได้ไกลกว่าครับ ตอนนี้ชักสนใจในตัวของยางประหยัดน้ำมันแล้วสินะ แต่ยังไม่ชัวร์ ยังอยากหาข้อมูลเพิ่มเติมอีก งั้นเลื่อนลงไปอ่านข้างล่างได้เลย



มาทำความรู้จักกับ “ยางรถยนต์ประหยัดน้ำมัน”

มาทำความรู้จักกับ "ยางรถยนต์ประหยัดน้ำมัน"

การที่ยางรถยนต์ประหยัดน้ำมันสามารถช่วยประหยัดน้ำมันได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีส่วนผสมของ “ซิลิก้า” ในเนื้อยางแทนการใช้คาร์บอนครับ ซึ่งเจ้าซิลิก้านี่เอง จะช่วยลดความร้อนที่เกิดจากแรงเสียดทานของล้อยางกับพื้นถนนได้ เมื่อความร้อนและแรงเสียดทานลดลง ก็ทำให้เนื้อยางไม่เหนียว ไม่ยึดติดกับพื้นถนนมากเกินไป ส่งผลให้เครื่องยนต์ออกแรงน้อยลงในการหมุนล้อ จึงวิ่งได้ง่ายขึ้นและใช้น้ำมันลดน้อยลงนั้นเองครับ

แต่ยางรุ่นประหยัดน้ำมันของแต่ละยี่ห้อ ส่วนใหญ่จะถูกจัดอยู่ในเกรดระดับกลางค่อนไปทางล่าง หรือเป็นตัวระดับราคาถูกที่สุดแล้ว ทำให้ตัวยางก็มีคุณสมบัติแบบกลาง ๆ ใช้งานได้ไม่หวือหวาตามสไตล์ เรื่องความนิ่ม, เงียบ และความสนุกในการขับสู้พวกยางรุ่นท้อป ๆ ไม่ได้ จึงไม่เหมาะกับคนที่ชอบขับขี่เป็นชีวิตจิตใจเท่าไรนัก ยิ่งพวกชอบขับแซง, เร่งความเร็ว และขับระยะทางไกลความเร็วสูง ๆ ยางรุ่นนี้จะไม่ตอบโจทย์เลยครับ ต้องหันไปเล่นพวกยางเกรด Premium หรือในระดับที่สูงกว่านี้

อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นคนขับรถแบบสบาย ๆ ไม่เร่งรีบ, ขับแบบง่าย ๆ บ้าน ๆ, ไม่ขับความเร็วสูง และไม่ค่อยได้ขับระยะทางไกลเท่าไรนัก สามารถใช้ยางรถยนต์รุ่นนี้ได้อย่างสบาย ๆ ครับ ไม่จำเป็นต้องไปเล่นพวกยางรุ่นท็อปเลย อีกทั้งด้วยคุณสมบัติที่ช่วยประหยัดน้ำมัน, มีราคาค่อนข้างถูกก และมีความทนทานสามารถใช้งานได้นาน ก็ถือว่าได้ช่วยประหยัดเงินไปในตัวด้วยครับ


ตารางเปรียบเทียบรีวิว “ยางรถยนต์ประหยัดน้ำมัน” ยี่ห้อไหนดี

ยางรถยนต์ประหยัดน้ำมัน1. BRIDGESTONE ECOPIA EP3002. MICHELIN ENERGY XM2+3. YOKOHAMA BluEarth-GT AE514. GOODYEAR EXCELLENCE5. TOYO TIRE PROXES C1S6. Dunlop ENASAVE EC300+
สำหรับยาง 4 เส้น ราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดของยางและปีที่ผลิต จะมีราคาโดยประมาณ9,350 - 19,200 บาท8,900 - 12,160 บาท9,500 - 28,150 บาท7,500 - 8,500 บาท7,500 - 14,500 บาท5,300 - 10,250 บาท
ยาง 1 เส้น จะมีราคาโดยประมาณ2,337 - 4,800 บาท2,225 - 3,040 บาท2,375 - 7,037 บาท1,875 - 2,125 บาท1,875 - 3,625 บาท1,325 - 2,562 บาท
ขนาดยางรองรับล้อขอบ 15-17 นิ้วรองรับล้อขอบ 13-16 นิ้วรองรับล้อขอบ 14-19 นิ้วรองรับล้อขอบ 15-17 นิ้วรองรับล้อขอบ 15-20 นิ้วรองรับล้อขอบ 14-17 นิ้ว
Run on flat
ซื้อสินค้าได้ที่ Shopeeซื้อสินค้าได้ที่ Shopeeซื้อสินค้าได้ที่ Shopeeซื้อสินค้าได้ที่ Shopeeซื้อสินค้าได้ที่ Shopeeซื้อสินค้าได้ที่ Shopee
ซื้อสินค้าได้ที่ Lazadaซื้อสินค้าได้ที่ Lazadaซื้อสินค้าได้ที่ Lazadaซื้อสินค้าได้ที่ Lazadaซื้อสินค้าได้ที่ Lazadaซื้อสินค้าได้ที่ Lazada


1. ยางรถยนต์ประหยัดน้ำมัน BRIDGESTONE ECOPIA EP300

สำหรับยาง 4 เส้น ราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดของยางและปีที่ผลิต

ราคาโดยประมาณ 9,350 – 19,200 บาท

BRIDGESTONE เป็นยี่ห้อยางรถยนต์ที่แค่ชื่อก็บ่งบอกถึงคุณภาพและความเชื่อมั่นแล้วครับ ซึ่งรุ่นยางประหยัดน้ำมันของ BRIDGESTONE คือรุ่น ECOPIA โดยยางตัวใหม่ล่าสุดมีรหัสคือ EP300 ที่ตัวเนื้อยางมีส่วนผสมของซิลิก้าและสารประกอบคู่ควบพิเศษ พร้อมด้วยเทคโนโลยี Nano Pro-Tech TM ที่ช่วยในการจัดเรียงตัวของซิลิก้าให้เป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น จึงช่วยลดแรงเสียดทานและความร้อนที่จะเกิดขึ้นในยางได้

ในขณะที่ล้อยางแบบอื่น ๆ จะใช้คาร์บอนเป็นส่วนผสมหลัก ทำให้เกิดการสูญเสียพลังงานไปกับความร้อนที่เกิดจากแรงเสียดทานระหว่างคาร์บอนด้วยกัน พูดง่าย ๆ ว่า ถ้ามีแรงเสียดทานมาก เวลาวิ่งก็จะต้องออกแรงมาก จึงต้องใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น ถ้าลดแรงเสียดทานได้ก็จะช่วยประหยัดน้ำมันนั้นเองครับ นอกจากเรื่องลดแรงเสียดทานแล้ว ECOPIA EP300 ยังมีดอกยางที่ออกแบบมาเพื่อช่วยกระจายแรงกดให้เท่ากันทุกพื้นที่ เสริมด้วยการทำปลายดอกยางที่บริเวณไหล่ยางให้โค้งมน เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสกับท้องถนนทั้งขณะขับขี่และเบรก โดยรวมแล้วจึงเป็นยางที่ช่วยยึดเกาะทุกสภาพพื้นผิวถนนได้ดีเลยครับ

และยังมีการดีไซน์ให้ปลายดอกยางเป็นแบบ Rib Pattern ซึ่งช่วยลดการบิดตัวของดอกยางและทำให้ดอกยางมีอายุการใช้งานนานมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของการเปลี่ยนทิศทางในการขับขี่ด้วย ส่วนเรื่องสมรรถนะะก็ทำออกมาได้ดีกว่า EP200 ตัวก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประหยัดน้ำมันที่น้ำมัน 1 ถังเท่ากัน 70 ลิตร EP300 จะสามารถวิ่งได้ไกลกว่า 11 กิโลเมตร และมีระยะการเบรกที่สั้นลงเมื่อถนนเปียกถึง 4% จึงปลอดภัยกว่า พร้อมด้วยอายุการใช้งานที่นานกว่าถึง 41% ด้วยครับ

และจากการที่ได้ไปอ่านรีวิวของผู้ใช้งานจริงมา มีหลายคนบอกว่า ใช้ขับขี่แล้วไม่รู้สึกว่ารถลอย ๆ หรือลื่น ๆ ตัวยางเกาะถนนได้แบบดีมาก และยางก็มีความทนทานดี ไม่แตกลายงา ขนาดขับผ่านไป 2 ปีแล้ว ดอกยางยังเหลือเยอะอยู่ ถ้าขับแบบสบาย ๆ ลากไป 7 หมื่นกิโลเมตรก็ยังไหว แต่เรื่องเสียงจะไม่ค่อยเงียบไม่นุ่มมาก อาจจะทำได้ไม่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับยางรุ่นอื่น ๆ แต่ก็พอรับได้อยู่ครับ และถ้าเป็นคนชอบขับไวมาก ๆ เข้าโค้งเร็วชอบแซงคันอื่น ตัวยางมันจะติดยวบและไม่ได้ดั่งใจเท่าไรนัก อาจจะต้องไปเล่นยางรุ่นสปอร์ตแทนครับ

ขนาดยางรองรับล้อขอบ 15-17 นิ้ว
Run on flat

2. MICHELIN ENERGY XM2+

สำหรับยาง 4 เส้น ราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดของยางและปีที่ผลิต

ราคาโดยประมาณ 8,900 – 12,160 บาท

พูดถึงสะพานหินไปแล้ว คงจะไม่พูดถึงยี่ห้อคู่แข่งคงไม่ได้อย่าง MICHELIN ซึ่งทาง MICHELIN เอง ก็มีรุ่นยางประหยัดน้ำมันมาวางจำหน่ายเช่นเดียวกัน โดยมีชื่อรุ่นว่า ENERGY ซึ่งตัวล่าสุดที่ทาง MICHELIN ได้พัฒนามาก็คือ XM2+ ครับ โดยมีส่วนผสมหลักเป็นซิลิก้าเช่นเดียวกับยางประหยัดน้ำมันยี่ห้ออื่น ๆ และตัวก่อนหน้าอย่าง XM2 แต่ได้มีการจัดสูตรใหม่ที่ทำให้โมเลกุลยึดเกาะกันได้ดีขึ้นและกระจายตัวได้ดีขึ้นด้วย จึงช่วยลดแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นระหว่างล้อกับพื้นถนนและช่วยรถต้านทานการหมุนได้ดีกว่าเดิม ทำให้ใช้น้ำมันน้อยลง, วิ่งได้ไกลขึ้น และช่วยประหยัดมากขึ้นด้วยครับ

อีกทั้งด้วยซิลิก้าสูตรใหม่นี่เอง ก็ช่วยให้ยืดอายุการใช้งานของยางได้ยาวนานมากกว่าเดิม โดยทาง MICHELIN ก็ได้ให้สถาบัน China Automotive Technology And Research Center Co.,Ltd (CATARC) ที่ประเทศจีน ได้นำยาง XM2+ ไปทดสอบกับยางชั้นนำหลายยี่ห้อ โดยมีเงื่อนไขการทดสอบที่เหมือนกันและรถคันเดียวกัน ก็ได้ผลทดลองออกมาว่า ยาง XM2+ สามารถใช้งานได้ยาวนานกว่ายางยี่ห้อทั่วไปถึง 25% ครับ อีกทั้งเรื่องเบรกก็ทำได้ดียิ่งกว่าเดิม โดยยาง XM2+ สามารถเบรกได้สั้นกว่าค่าเฉลี่ยของยางยี่ห้อทั่วไปถึง 1.5 เมตร ทำให้เบรกได้ไวขึ้นและมีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย ซึ่งเรื่องเบรกก็ทดสอบโดยสถาบัน TÜV Rheinland Thailand Ltd ที่ไทยเรานี่เองครับ

สำหรับยาง MICHELIN ENERGY XM2+ มีหลายคนที่ได้ลองใช้งานต่างบอกกันว่า เหมาะสำหรับคนที่ขับรถเรื่อย ๆ ชิล ๆ สบาย ๆ ไม่ต้องการแข่งขันกับใคร ไม่ต้องการจี้ตูด เหมาะกับการขับรถแบบบ้าน ๆ นั้นเองครับ ตัวยางก็เกาะถนนดีและทนทานมาก ใช้ขับรถทางไกลตลอดจนถึง 70,000 กิโลเมตรแล้ว ยางก็ยังอยู่ในสภาพดีอยู่ แต่ขับ 90-110 นะครับ ไม่ได้ขับเร็วมาก และมีบางคนก็ได้ใช้ขับไปจนถึงแสนกิโลก็มีครับ แล้วถึงค่อยเปลี่ยนยาง ทนทานมาก ๆ แต่เสียงค่อนข้างดังเลยครับ เลยมีหลายคนแนะนำว่า เพิ่มงบอีกนิดละไปเล่น MICHELIN PRIMACY 4 ที่ให้ความนุ่มเงียบดีกว่าครับ

ขนาดยางรองรับล้อขอบ 13-16 นิ้ว
Run on flat

3. ยางรถยนต์ประหยัดน้ำมัน YOKOHAMA BluEarth-GT AE51

สำหรับยาง 4 เส้น ราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดของยางและปีที่ผลิต

ราคาโดยประมาณ 9,500 – 28,150 บาท

อีกยี่ห้อที่มาจากดินแดนปลาดิบเช่นเดียวกันกับยี่ห้อสะพานหิน ชื่อเสียงอาจจะไม่ดังเท่า แต่ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ กับยี่ห้อ YOKOHAMA โดยยางรถยนต์ประหยัดน้ำมันของยี่ห้อนี้คือรุ่น BluEarth ซึ่งตัวล่าสุดจะมีรหัสคือ GT AE51 ครับ โดยตัวเนื้อยางมีสูตรเนื้อยางแบบใหม่ที่พัฒนาให้ดีกว่าเดิม โดยจะมีการผสมกันแบบ A.R.T. Mixing ที่ช่วยให้การกระจายตัวของซิลิก้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมด้วยเทคโนโลยี Nano Blend Rubber ที่ทำให้โมเลกุลในเนื้อยางผสมกันได้อย่างลงตัว และยังมีส่วนผสมที่ทำให้เนื้อยางเกิดความร้อนต่ำที่แก้มยางอีกด้วย โดยรวมแล้วจึงช่วยทำให้ประหยัดน้ำมันได้ดีขึ้นครับ

และยังมีการออกแบบโครงสร้างยางใหม่ โดยที่ดอกยางมีส่วนผสมแบบ 2 ชั้น, ไหล่ยางแบบ 2 ชั้นด้วย และขอบยางก็มีการเสริมความแข็งแรงมากขึ้น จึงช่วยให้แก้มยางมีความแข็งแรงมากขึ้นด้วย โดยรวมแล้วจึงทำให้น้ำหนักของยางเบาลง แต่ยังคงมีความแข็งแรง และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับยางรุ่นก่อนหน้า GT AE51 สามารถทรงตัวได้ดีกว่าทั้งทางตรง และขณะเปลี่ยนเลนก็ช่วยลดการเต้นของยางอีกด้วย ทำให้เปลี่ยนเลนได้สมูธมากกว่าเดิมครับ

ระดับของยางรุ่น BluEarth-GT เมื่อเปรียบเทียบภายในยี่ห้อเดียวกัน

เท่านั้นยังไม่พอ ตัวยางยังมีลายดอกยางแบบไม่สมมาตรซึ่งช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับยาง โดยดอกยางด้านในจะช่วยให้ขับรถได้นุ่มนวล ส่วนดอกยางด้านนอกจะช่วยเรื่องการบังคับรถให้ดีขึ้น และยังมีดอกยางสามแถวตรงกลางของหน้ายางที่ช่วยทรงตัวของรถในความเร็วสูง พร้อมด้วยร่องดอกยางแบบสายฟ้าและใบมีดที่ช่วยทำให้ดอกยางมีความคงทนและยึดเกาะกับผิวถนนแบบเปียกได้ดี รวม ๆ แล้วดอกยางทั้ง 5 ขนาดจะมีส่วนช่วยลดเสียงรบกวนในขณะขับขี่ได้ สุดท้ายด้วยรอยบุ๋มบนไหล่ยาง จะช่วยระบายความร้อนของไหล่ยางและแก้มยางครับ

เนื่องจาก BluEarth-GT AE51 เป็นตัวใหม่ล่าสุดเลยยังไม่ค่อยมีคนแชร์ความคิดเห็นมากนัก แต่จากการที่ลองอ่านของ AE-50 ตัวก่อนหน้า มีหลายคนบอกว่า ยกให้เรื่องของความนุ่มกับความเงียบของยางตัวนี้ ทำออกมาได้ดีในรุ่นเดียวกัน มีคนวิ่งไปเกือบ 50,000 กิโลเมตร ดอกยางเริ่มหายแต่ก็ยังนุ่มเงียบดีอยู่ครับ แต่ก็มีคนติในเรื่องของ การเกาะถนนกับรีดน้ำที่ทำได้ไม่ค่อยดีนัก ถ้ายิ่งขับรถเร็ว ๆ จะรู้สึกว่าตัวรถมันลอย ๆ เลยครับ ก็หวังว่า AE-51 จะพัฒนาออกมาแล้วแก้ปัญหาตรงนี้ได้ ถ้าใครได้ลองใช้ยังไง ก็มาบอกกล่าวกันบ้างนะครับ

ขนาดยางรองรับล้อขอบ 14-19 นิ้ว
Run on flat


4. GOODYEAR EXCELLENCE

สำหรับยาง 4 เส้น ราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดของยางและปีที่ผลิต

ราคาโดยประมาณ 7,500 – 8,500 บาท

GOODYEAR ก็เป็นยางอีกยี่ห้อที่ได้รับความนิยมใช้ในเมืองไทยครับ โดยยางรถยนต์ประหยัดน้ำมันของ GOODYEAR ก็คือรุ่น EXCELLENCE ที่มีส่วนผสมของซิลิก้าในเนื้อยางเช่นเดียวกันกับยี่ห้อด้านบน ๆ ซึ่งช่วยในเรื่องของการลดแรงเสียดทานของล้อรถได้ ทำให้ล้อรถวิ่งได้ง่ายขึ้น ใช้แรงน้อยลง จึงช่วยประหยัดน้ำมันนั้นเอง พูดง่าย ๆ ว่า ซิลิก้าคือส่วนผสมของยางรถยนต์ประหยัดน้ำมันที่ทุกยี่ห้อจะต้องมีจริง ๆ ครับ

นอกจากเรื่องส่วนผสมแล้ว ตัวยางยังมีการดีไซน์ลายดอกยางให้เป็นแบบไม่สมมาตร พร้อมด้วยบริเวณไหล่ยางที่มีการเสริมความแข็งแรงเป็นพิเศษ ซึ่งทั้ง 2 จะช่วยให้การบังคับรถได้อย่างมั่นคง, ช่วยให้ยึดเกาะกับผิวถนนได้ดี และยังช่วยให้การหยุดรถฉุกเฉินทำได้ดีขึ้นด้วย เพิ่มเติมด้วย Comfort Zone ในชั้นยาง ที่จะช่วยดูดซับเสียงและแรงสั่นสะเทือนจากถนน ทำให้เสียงรบกวนลดน้อยลง, เงียบ และยังขับรถได้นุ่มนวลขึ้น อีกทั้งร่องของดอกยางตรงไหล่ยางก็ยังช่วยลดเสียงดังด้วยเช่นกันครับ

และที่พิเศษกว่า “ยางรถยนต์ประหยัดน้ำมัน” ยี่ห้ออื่น ๆ ก็คือ มีคุณสมบัติของ Run on flat หรือเป็นยางที่ยังคงสามารถวิ่งได้เมื่อไม่มีลมยาง เนื่องมาจากตรงแก้มยางได้ถูกทาง GOODYEAR เสริมความแข็งแรงให้มากกว่าปกติ จึงช่วยให้ยางไม่หลุดออกจากล้อและยังวิ่งถึงที่หมายได้อยู่ โดยสามารถวิ่งได้ที่ระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร และต้องใช้ความเร็วไม่เกิน 80 Km/hr ครับ

ส่วนความคิดเห็นของผู้ได้ทดลองใช้งานจริงต่างก็บอกกันว่า ถ้าต้องการใช้ยางประหยัดน้ำมันที่ให้ความรู้สึกเวลาขับมีความนิ่มและเงียบแล้ว GOODYEAR EXCELLENCE ถือว่าตอบโจทย์ แต่ต้องมีการขับขี่แบบธรรมดา ๆ ไม่ขับรวดเร็วมากนัก ซึ่งมีคนใช้ยางตัวนี้ขับไปจน 20,000 กิโลเมตร ก็ยังนุ่มเงียบตลอดทาง จนถึงประมาณ 60,000 กิโลเมตร ยางก็หมดสภาพเลยต้องเปลี่ยนยาง ด้วยความที่ติดใจใน GOODYEAR EXCELLENCE มาก ก็ยังคงใช้ยางรุ่นเดิมต่อไป ไม่เปลี่ยนใจไปใช้ยี่ห้ออื่นเลยครับ

ขนาดยางรองรับล้อขอบ 15-17 นิ้ว
Run on flat

5. ยางรถยนต์ประหยัดน้ำมัน TOYO TIRE PROXES C1S

สำหรับยาง 4 เส้น ราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดของยางและปีที่ผลิต

ราคาโดยประมาณ 7,500 – 14,500 บาท

สำหรับยางประหยัดน้ำมันยี่ห้อ TOYO TIRE จะเป็นตัว PROXES C1S เป็นยางที่คิดค้นสูตรออกมาได้หลายปีแล้วครับ ถ้าเทียบกับพวกยี่ห้อบน ๆ ถือว่ามีเทคโนโลยีที่ค่อนข้างเก่าได้เลย แต่ยังคงได้รับความนิยมใช้งานอยู่ ถึงขนาดมีบางคนบอกว่า ถึงแม้จะออกมานานแต่พอใช้งานแล้วสูสีกับพวกยางรุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบันเลยทีเดียว โดยทาง TOYO เคลมมาว่า เป็นยางที่ออกแบบมาให้มีคุณสมบัติต้านทานการหมุนต่ำ จึงทำให้รถวิ่งได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ประหยัดน้ำมันขึ้นด้วยนั้นเองครับ

ตัวยางก็มาพร้อมด้วย แนวดอกยางแบบไม่สมมาตรและหลุมเล็ก ๆ ตามแนวร่องยาง ที่ช่วยให้การควบคุมรถทำได้ดี และเวลาขับขี่ก็มีความนุ่มนวล อีกทั้งยังรีดน้ำออกจากล้อได้เป็นอย่างดีด้วยร่องยางที่มีความกว้างและเป็นแนวตรง จึงทำให้ยึดเกาะและขับขี่เวลาถนนเปียกได้ดีมากขึ้น เพิ่มเติมด้วยการที่ตัวยางมีดอกยางต่างกันถึง 5 ระดับและแนวดอกยางที่ช่วยป้องกันเสียงรบกวน ทำให้เวลาขับขี่จึงมีเสียงดังไม่มากเท่าไรเลยครับ

TOYO TIRE PROXES C1S เป็นยางจากประเทศญี่ปุ่นที่มีหลายคนบอกกันว่า เป็นของดีราคาไม่แรงและหลายคนชมว่าเงียบดีจริงครับ ใช้ช่วงแรก ๆ นุ่มเงียบนั่งสบายมาก ๆ ขับไปจนถึง 40,000 กิโลเมตรแล้วก็ยังเงียบดีอยู่ ส่วนการเกาะถนน เวลาถนนแห้งก็ทำได้ดี เข้าโค้งได้คม แต่ถ้าเข้าโค้งแรง ๆ จะรู้ว่าย้วย ๆ อยู่บ้าง ส่วนถนนเปียกก็ทำได้ดีเช่นกัน ขับผ่านแอ่งน้ำโดยมีความเร็วปานกลางก็ค่อนข้างนิ่ง มีการส่ายหรือสะบัดอยู่บ้างเล็กน้อยยังพอรับได้อยู่ แต่พอหลังจากนี้ ยางจะเริ่มมีอาการแข็ง พอขับไปมากขึ้นก็จะเริ่มแตกลายงา จนประมาณ 50,000 กิโลเมตรกว่า ๆ ก็หมดสภาพ จนต้องเปลี่ยนยางครับ

ขนาดยางรองรับล้อขอบ 15-20 นิ้ว
Run on flat

6. Dunlop ENASAVE EC300+

สำหรับยาง 4 เส้น ราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดของยางและปีที่ผลิต

ราคาโดยประมาณ 5,300 – 10,250 บาท

ถ้าใครที่เป็นคนขับรถสบาย ๆ ไม่เร่งไม่เร็ว ขับธรรมดา ๆ ไม่เกิน 100 Km/Hr และกำลังมองหายางรถยนต์ประหยัดน้ำมันราคาย่อมเยาอยู่ ขอแนะนำว่าลองดูยี่ห้อ Dunlop รุ่น ENASAVE EC300+ ตัวนี้เลยครับ โดย ENASAVE EC300+ เป็นยางที่ทาง Dunlop ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เวลาขับขี่แล้ว รถยนต์มีการใช้น้ำมันลดน้อยลงกว่าเดิม จึงช่วยประหยัดเงินได้เพิ่มมากขึ้น และยังมีความทนทานช่วยยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้นด้วย ในราคาเริ่มต้นที่ 4 เส้นประมาณ 5,000 บาทเองครับ เมื่อเทียบกับยี่ห้อบน ๆ แล้ว สามารถเซฟเงินได้ดีกว่าเยอะมาก ๆ

และจากการที่ได้ไปอ่านรีวิวจากผู้ใช้งานจริงหลาย ๆ คนมา ต่างก็บอกกันว่า เรื่องความนิ่มอาจจะสู้พวกยี่ห้อบน ๆ ไม่ได้ แต่ก็นิ่มกว่าตัวก่อนหน้าอย่าง EC300 ส่วนเรื่องเสียงถ้าขับช้า ๆ อย่าง 50-60 ก็เบาอยู่ แต่ถ้าขับเกินกว่านี้ เสียงค่อนข้างดังใช้ได้เลยครับ ยิ่งถ้าขับเร็วมาก ๆ เสียงยิ่งดังเข้าไปใหญ่ คนที่ชอบความเงียบไม่น่าจะถูกใจ ENASAVE EC300+ ส่วนการเกาะถนนทำได้ดี เวลาขับตอนถนนเปียกก็รีดน้ำใช้ได้ รถไม่แกว่งเท่าไรครับ และความทนทานก็ดีมาก มีคนใช้ไปถึง 70,000 กิโลเมตรแล้ว ภาพยางก็ยังใช้ได้งานได้ดีอยู่ ราคาก็ไม่แพงเลย ถ้าไม่สนเรื่องเสียงดัง ถือว่าใช้ได้ดีเลยครับ

ขนาดยางรองรับล้อขอบ 14-17 นิ้ว
Run on flat

ได้เห็น “ยางรถยนต์ประหยัดน้ำมัน” ยี่ห้อไหนดี กันทั้ง 6 ยี่ห้อแล้ว มียี่ห้อไหน ตัวไหนสนใจอยากจะซื้อไปเปลี่ยนยางเพื่อการประหยัดน้ำมันบ้างไหมครับ? และอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ถ้าเอารุ่นยางรถยนต์ประหยัดน้ำมันไปจัดเกรดภายในยี่ห้อแล้ว ส่วนใหญ่มันจะมีเกรดกลาง ๆ ค่อนไปล่างนะครับ พูดง่าย ๆ ว่า เป็นยางรุ่นที่ค่อนข้างจะถูกที่สุดของแต่ละยี่ห้อเลย เพราะฉะนั้นอย่าหวังเรื่องคุณภาพมากนัก ยิ่งถ้าเอาไปเทียบกับยางรุ่น TOP ๆ คงสู้ไม่ได้จริง ๆ แต่ด้วยราคายางที่ถูกกว่าและช่วยประหยัดน้ำมัน ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและเหมาะสำหรับคนขับรถแบบง่าย ๆ บ้าน ๆ นะครับผม