+ “วิตามินอี” (Vitamin E) ยี่ห้อไหนดี 2021 รีวิว 10 ยี่ห้อ +

+ "วิตามินอี" (Vitamin E) ยี่ห้อไหนดี 2021 รีวิว 10 ยี่ห้อ +

ถ้าได้หลงเข้ามาอ่านที่บทความนี้ “วิตามินอี” (Vitamin E) ยี่ห้อไหนดี แสดงว่า กำลังมองหาอาหารเสริมวิตามินอีดี ๆ สักยี่ห้อ เพื่อไปทานบำรุงร่างกายกันอยู่ใช่ไหมล่ะครับ? ก็ถือว่ามาได้ถูกที่แล้ว เพราะที่นี่ มีข้อมูลเกี่ยวกับวิตามินอีที่จำเป็นไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ของวิตามิน E, ชนิดของวิตามิน E รวมถึงรีวิวอาหารเสริมวิตามินอี 10 ยี่ห้อที่น่าสนใจ น่าซื้อไปทานกันด้วย รับรองว่า ถ้าอ่านจนจบแล้ว ได้มีการเสียเงินซื้อสักยี่ห้อไปทานกันแน่ ๆ งั้นอย่ารอช้า ไปอ่านบทความนี้กันเลยดีกว่าครับ



ประโยชน์ของวิตามินอี

ประโยชน์ของวิตามินอี Vitamin E

เอาจริง ๆ วิตามินอีเนี่ยมีประโยชน์มากมายหลายอย่างต่อร่างกายของคนเราเลยนะครับ ไม่ว่าจะ ช่วยให้คุณผู้ชายมีน้ำอสุจิที่แข็งแรงมากขึ้น ทำให้มีโอกาสติดลูกได้ดีขึ้นด้วย, ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์, ช่วยลดโอกาสการสะสมไขมันที่ตับ, ช่วยลดโอกาสเซลล์เม็ดเลือดแดงแตกตัว, ช่วยปรับสมดุลของการมีประจำเดือนของคุณผู้หญิง พร้อมทั้งลดอาการปวด และอื่น ๆ อีก แต่ประโยชน์ที่หลาย ๆ คน (โดยเฉพาะสาว ๆ) หันมาทานอาหารเสริมวิตามินอีนั้น ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับเรื่อง “ความงาม” เป็นหลักครับ

โดยวิตามินอี จะมีคุณสมบัติของการเป็น Anti-Oxidant ที่ดีมาก จึงช่วยปกป้องผิวและเซลล์ในร่างกายจากมลภาวะต่าง ๆ รวมถึงแสงแดด ไม่ให้ถูกทำร้ายจนเซลล์เสื่อมสภาพ หรือผิวหนังมีริ้วรอยแห่งวัยก่อนเวลาอันควร อีกทั้งยังช่วยลดการสร้างเม็ดสีที่ทำให้ผิวหนังหมองคล้ำ รวมถึงยังช่วยเติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ผิวจึงไม่แห้งกร้าน ไม่หยาบกระด้าง มีความนิ่มนวลน่าสัมผัส และดูสุขภาพดีอยู่เสมอนั้นเองครับ

แต่ถ้าอยากให้ผิวได้รับการบำรุงที่ยิ่งกว่า มีสุขภาพที่ดีมากกว่า ก็ขอแนะนำว่า ต้องทานวิตามินอีพร้อมกับวิตามินซีเลยครับ โดยวิตามินซีเนี่ย ก็เป็นอีกหนึ่งวิตามินแห่งความงามด้วย ถ้ายังไงสนใจวิตามินซี ก็ขอฝากบทความด้านล่างด้วยนะครับผม

ชนิดของวิตามินอี

ชนิดของวิตามินอี

สารอาหารอย่างวิตามิน E โดยหลัก ๆ จะมีอยู่ 2 กลุ่มด้วยกันคือ โทโคฟีรอล (Tocopherol) ที่แยกย่อยออกเป็น 4 ชนิดได้แก่ Alpha, Beta, Gamma, และ Delta และอีกกลุ่มคือ โทโคไตรอีนอล (Tocotrienols) ที่แยกย่อยออกเป็น Alpha, Beta, Gamma, และ Delta เช่นเดียวกัน ก็จะเห็นได้ว่าวิตามิน E เนี่ยจะมีกันถึง 8 ชนิดเลยทีเดียว แต่ชนิดที่มีความสำคัญมากที่สุด และพบได้มากที่สุดในอาหารเสริมวิตามินอีก็คือ Alpha-Tocopherol เพราะเป็นชนิดที่พบเจอได้มากที่สุด และบำรุงได้มากที่สุดในร่างกาย นั้นเองครับ

และเจ้า Alpha-Tocopherol เนี่ย ก็ยังแยกย่อยออกเป็นอีก 2 แบบด้วยกันคือ d-Alpha-tocopherol และ dl-Alpha tocopherol โดยตัวอักษรด้านหน้าอย่าง d จะหมายถึง ได้มาจากธรรมชาติ ส่วนตัวอักษร dl จะหมายถึง ถูกสังเคราะห์ขึ้นมา ซึ่งก็แน่นอนว่า วิตามินอีชนิด d-Alpha tocopherol ที่ได้จากธรรมชาติ จะเป็นวิตามินอีที่มีคุณภาพดีที่สุด ร่างกายสามารถดูดซึมได้ไวที่สุด แต่ก็จะค่อนข้างมีราคาที่แพงกว่าด้วยเช่นกัน ส่วนแบบสังเคราะห์ dl-Alpha tocopherol ก็จะมีข้อดีตรงที่ราคาถูกกว่า และไม่เสื่อมสภาพได้ง่ายเท่าแบบธรรมชาติ จึงช่วยเก็บและยืดอายุของอาหารเสริมวิตามินอีได้นานกว่าครับ

แล้วจะเลือกซื้อวิตามินอีแบบไหนดี? ตอบตามตรงว่า เอาตามสะดวกเลยครับ จะเป็นแบบจากธรรมชาติหรือสังเคราะห์ขึ้นก็ได้ สามารถทานทั้ง 2 แบบได้อย่างปลอดภัย เพียงแค่แบบธรรมชาติอาจจะเห็นผลลัพธ์ที่ไวกว่าแค่นั้นเองครับ (แต่เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้ไวจนสังเกตเห็นอย่างชัดเจนขนาดนั้นนะ) แต่ถ้ามีงบจำกัด แนะนำแบบสังเคราะห์เลยครับ

ปริมาณของวิตามินอีที่ควรทาน?

ปริมาณของวิตามินอีที่ควรทาน?

ทางสถาบันของสหรัฐอเมริกาได้แนะนำถึงค่า RDA (Recommended Dietary Allowances) หรือปริมาณของสารอาหารต่าง ๆ ที่ควรทานไว้ว่า สำหรับผู้ใหญ่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่ต้องการบำรุงร่างกายทั่ว ๆ ไป ควรจะทานวิตามินอีที่ 15 mg ต่อวัน สำหรับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ก็ 15 mg เช่นกัน แต่ถ้าตอนที่ให้นมบุตรควรทานที่ 19 mg ต่อวัน แต่ถ้าจะทานเพื่อบำรุงผิวพรรณหรือเพื่อความงามแล้วละก็ ปริมาณที่ควรทานจะอยู่ที่ 180 mg ขึ้นไป และก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลนั้น ๆ ด้วย ถ้ามีปัญหาผิวทรุดโทรมขนาดหนัก ก็ควรที่จะเพิ่มความเข้มข้นให้มากขึ้นถึง 300 mg แต่ไม่ควรทานเกินวันละ 1,000 mg ถ้าเป็นวิตามินอีที่ได้จากธรรมชาติ และ 733 mg ที่ได้จากการสังเคราะห์ครับ


ตารางเปรียบเทียบรีวิว วิตามินอี ยี่ห้อไหนดี

สำหรับใครที่ไม่มีเวลาอ่านเนื้อหาทั้งหมด หรือยากจะเห็นสรุปแบบคร่าว ๆ เลยซะมากกว่า ก็ลองกดเข้าไปดูตารางเปรียบเทียบที่ปุ่มด้านล่างได้นะครับ ทางผมได้ทำการสรุปแบบย่อ ๆ ให้แล้ว และยังจะได้เห็นกันชัด ๆ ไปเลยว่า ยี่ห้อไหนเป็นแบบจากธรรมชาติหรือสังเคราะห์ และยี่ห้อไหนให้ความเข้มข้นของวิตามิน E มากที่สุดได้แบบง่าย ๆ ครับ



1. วิตามินอี ยี่ห้อ Kirkland Signature Vitamin E

1. วิตามินอี ยี่ห้อ Kirkland Signature Vitamin E

ราคาโดยประมาณ 645 บาท ต่อ 500 เม็ด

ถ้ากำลังมองหาวิตามินอียี่ห้อที่คุณภาพดี มีความเข้มข้นในระดับที่พอเหมาะ และยังมีราคาที่ย่อมเยามากกกกอีกด้วย ต้องขอแนะนำยี่ห้อ Kirkland Signature จากสหรัฐอเมริกากระปุกสีเขียวใสกระปุกนี้กันเลยครับ โดยจะมีความเข้มข้นของวิตามิน E ที่ 180 mg และยังเป็นชนิด dl-Alpha Tocopheryl Acetate ซึ่งถือว่าเป็นวิตามิน E สังเคราะห์ที่คุณภาพดีอันดับต้น ๆ อีกทั้งเมื่อคิดราคาต่อหน่อยออกมาแล้ว จะตกเม็ดละประมาณ 1 บาทกว่า ๆ ก็ถือว่าค่อนข้างถูกมากเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่น ๆ ดังนั้นถ้าเน้นประหยัดและเน้นความคุ้มค่าแล้วละก็ ยี่ห้อนี้ใช้ได้เลยครับ

แต่ด้วยการที่มีแต่ไซส์ใหญ่ขาย ก็ทำให้ต้องจ่ายเป็นเงินก้อนออกไปก่อน อีกทั้งถ้าอยากทดลองซื้อมานาน หรืออยากได้แบบขวดเล็ก ๆ เพื่อพกติดตัวติดกระเป๋า ยี่ห้อนี้จะไม่ตอบโจทย์ครับ

ประเภทเม็ดนิ่ม
ชนิดของ Vitamin Edl-Alpha Tocopheryl Acetate
ปริมาณ Vitamin E ต่อเม็ด180 mg
ส่วนผสมอื่น ๆ
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติสหรัฐอเมริกา

2. วิตามินอี ยี่ห้อ 21st Century, Vitamin E

2. วิตามินอี ยี่ห้อ 21st Century, Vitamin E

ราคาโดยประมาณ 219 บาท ต่อ 110 เม็ด

21st Century เป็นยี่ห้อขายอาหารเสริมจากสหรัฐอเมริกาที่มีขายอาหารเสริมกันหลากหลายชนิดเอามาก ๆ และแน่นอนว่า ทางแบรนด์เขาก็มีขายอาหารเสริม Vitamin E เช่นกันครับ โดยถ้าดูจากตารางข้อมูลที่ด้านล่างแล้ว จะเห็นว่า ชนิดของวิตามิน E รวมถึงความเข้มข้นของวิตามิน E จะเหมือนกับยี่ห้อ Kirkland Signature ตัวด้านบนเลย ก็พูดง่าย ๆ ว่า ไม่มีความแตกต่างใด ๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ถ้ามาดูเรื่องของราคาต่อหน่วยแล้ว ยี่ห้อนี้จะแพงกว่ายี่ห้อด้านบน ก็ดูเหมือนจะไม่น่าสนใจเท่าไร แต่ ๆๆ ก็ยังมีข้อดีตรงที่ เป็นกระปุกไซส์ขนาดเล็ก 110 เม็ดนิ่ม ก็ทำให้ทานหมดได้ไวกว่า ไม่ต้องเก็บไว้นาน ซึ่งอาจจะทำให้ วิตามิน E เสื่อมคุณภาพได้ครับ

ประเภทเม็ดนิ่ม
ชนิดของ Vitamin Edl-Alpha Tocopheryl Acetate
ปริมาณ Vitamin E ต่อเม็ด180 mg
ส่วนผสมอื่น ๆ
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติสหรัฐอเมริกา

3. วิตามินอี ยี่ห้อ SOLGAR Naturally Sourced Vitamin E

3. วิตามินอี ยี่ห้อ SOLGAR Naturally Sourced Vitamin E

ราคาโดยประมาณ 690 / 1,460 บาท ต่อ 100 / 250 เม็ด

ถ้ากำลังมองหาอาหารเสริมวิตามิน E ที่มีคุณภาพ Premium และดีแบบสุด ๆ อยู่ละก็ ขอแนะนำยี่ห้อ SOLGAR Naturally Sourced Vitamin E ตัวนี้เลยครับ เพราะทางแบรนด์ได้ใช้วิตามิน E ชนิด d-Alpha Tocopherol ที่ได้จากธรรมชาติ และเป็นชนิดของวิตามินอีที่ดีที่สุด อีกทั้งร่างกายก็สามารถดูดซึมได้ดีที่สุดด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ยังมี d-Gamma Tocopherols, d-Delta Tocopherol และ d-Beta Tocopherol มาเสริมเพิ่มเติมอีก ทำให้เป็นวิตามิน E ที่มีคุณภาพดีมาก ๆ เลยครับ

นอกจากเรื่องชนิดของวิตามิน E แล้ว ก็ยังมีความเข้มข้นที่สูงมาก ๆ อีกด้วย โดยจะมี d-Alpha Tocopherol ที่ 268 mg และอีก 3 ชนิดที่เหลือ 26.75 mg พอนำมารวมกันแล้ว จึงทำให้มีความเข้มข้นที่สูงถึง 294.75 mg สูงกว่าสองยี่ห้อบนเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว จึงเหมาะมาก ๆ สำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องร่างกายขาดวิตามิน E ขั้นรุนแรง หรือมีปัญหาเรื่องผิวกายทรุดโทรมขั้นสุด แต่ด้วยความที่คุณภาพจัดหนักจัดเต็มขนาดนี้ ก็ทำให้มีราคาที่ค่อนข้างแพงมากเช่นกัน แต่ถ้าเงินไม่ใช่ปัญหาละก็ ต้องจัดแล้วครับ

ประเภทเม็ดนิ่ม
ชนิดของ Vitamin Ed-Alpha Tocopherol / d-Gamma Tocopherols / d-Delta Tocopherol / d-Beta Tocopherol
ปริมาณ Vitamin E ต่อเม็ดd-Alpha Tocopherol ที่ 268 mg อีก 3 ชนิดที่เหลือ 26.75 mg
ส่วนผสมอื่น ๆ
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติสหรัฐอเมริกา


4. วิตามินอี ยี่ห้อ DHC Vitamin E

ยี่ห้อ DHC จากญี่ปุ่น ยี่ห้อนี้ไม่ต้องพูดอะไรมาก คนไทยน่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว และแน่นอนว่า ทาง DHC เขาก็มีขายอาหารเสริมวิตามินอีเช่นกันครับ โดยจะมาในแพ็กเกจซองสีฟ้าขาว และมีซิปล็อคช่วยให้เก็บได้ง่าย อีกทั้งเมื่อดูข้อมูลจากตารางด้านล่างแล้ว จะถือว่าเป็นวิตามิน E ที่น่าสนใจมาก ๆ เพราะเป็นวิตามิน E ชนิด d-Alpha Tocopherol ที่ได้จากธรรมชาติเหมือนยี่ห้อด้านบน คุณภาพนั้นถือว่าดีที่สุด และยังมีความเข้มข้นที่สูงมากถึง 305.1 mg ก็ถือว่าสูงมาก ๆ สูงกว่าสามยี่ห้อด้านบนด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ราคาก็ค่อนข้างย่อมเยา ตกเม็ดละประมาณ 3-4 บาทเท่านั้น ยังไงถ้าไม่รู้จะซื้อวิตามิน E ยี่ห้อไหนดี ขอแนะนำ DHC เลยครับ!

ประเภทเม็ดนิ่ม
ชนิดของ Vitamin Ed-Alpha Tocopherol
ปริมาณ Vitamin E ต่อเม็ด305.1 mg
ส่วนผสมอื่น ๆ
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติญี่ปุ่น

5. วิตามินอี ยี่ห้อ Blackmores Vitamin E 1000 IU

สำหรับใครที่ต้องการความเข้มข้นของวิตามิน E แบบสุด ๆ เข้มข้นกว่ายี่ห้อที่ผ่าน ๆ มา ถึงเม็ดละ 670 mg! เลยทีเดียว (มากกว่าพวกยี่ห้อบน ๆ ถึง 2-3 เท่า) ก็คงต้องซื้อยี่ห้อ Blackmores Vitamin E เลยครับ ทาง Blackmores เขาจัดหนักจัดเต็มด้านความเข้มข้นจริง ๆ อีกทั้งชนิดของวิตามิน E ก็เป็น d-Alpha Tocopherol ซึ่งเป็นชนิดที่ได้จากธรรมชาติ และมีคุณภาพดีที่สุดด้วย จึงเหมาะสำหรับคนที่ต้องการบำรุงร่างกาย บำรุงผิว และป้องกันสารอนุมูลอิสระตัวร้ายที่จะมาทำให้ผิวดูแก่ก่อนวัยแบบสุด ๆ อย่างไรก็ตาม อาหารเสริมวิตามินอีตัวนี้จะมีราคาที่ค่อนข้างแพงมาก! ถ้าเงินไม่ถึงหรือมีงบจำกัด ผมแนะนำลองทานยี่ห้ออื่นก่อนครับ

ประเภทแคปซูล
ชนิดของ Vitamin Ed-Alpha Tocopherol
ปริมาณ Vitamin E ต่อเม็ด670 mg
ส่วนผสมอื่น ๆ
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติออสเตรเลีย

6. วิตามินอี ยี่ห้อ Puritan’s Pride Vitamin C & E

Puritan’s Pride อีกยี่ห้อขายอาหารเสริมที่มีชื่อเสียงจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเอาจริง ๆ แล้ว ทางแบรนด์เขาก็มีขายอาหารเสริมวิตามินอีแบบที่มีเฉพาะแค่ Vitamin E เหมือนยี่ห้ออื่น ๆ แต่ผมว่า ตัว Vitamin C & E น่าสนใจกว่าครับ เพราะนอกจากจะมีวิตามิน E ที่เป็นชนิด dl-Alpha Tocopheryl Acetate แบบสังเคราะห์ 180 mg พร้อมด้วยแบบที่ได้จากธรรมชาติอีก 4 ชนิด (แต่มีความเข้มข้นน้อยมากรวมกันแล้วแค่ 2 mg ก็ไม่ต้องสนใจเท่าไรก็ได้) และยังมีวิตามิน C ที่ขึ้นชื่อว่า วิตามินแห่งความงามมาเสริมอีก 500 mg พร้อมด้วย Rose Hips ที่อุดมไปด้วยวิตามิน C อีก 20 mg ก็ทำให้ร่างกายได้วิตามิน C มากขึ้นอีก พูดง่าย ๆ ว่า ถ้าจะทานเพื่อเรื่องความงามละก็ ตัวนี้ตอบโจทย์มากที่สุดเลยครับ

ปล. แต่ถ้าทานอาหารเสริมวิตามิน C เป็นประจำอยู่แล้ว ก็ซื้อยี่ห้อที่มีแค่วิตามิน E ดีกว่าครับ

ประเภทเม็ดนิ่ม
ชนิดของ Vitamin Edl-Alpha Tocopheryl Acetate / d-Alpha Tocopherol / d-Gamma Tocopherols / d-Delta Tocopherol / d-Beta Tocopherol
ปริมาณ Vitamin E ต่อเม็ดdl-Alpha Tocopherol Acetate ที่ 180 mg อีก 4 ชนิดที่เหลือ 2 mg
ส่วนผสมอื่น ๆวิตามิน C, 500 mg / Rose Hips 20 mg
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1-2 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติสหรัฐอเมริกา


7. วิตามินอี ยี่ห้อ Mega We Care Natural Vitamin E

เจอกันแต่ของนอกไปแล้ว ลองมาดูยี่ห้อของไทยกันบ้างดีกว่าครับ กับ Mega We Care Natural Vitamin E 400 IU ที่พอแปลงค่าหน่วยมาแล้ว ก็จะให้วิตามิน E ที่ 180 mg ก็อยู่ในระดับกลาง ๆ เท่ากับยี่ห้ออื่น ๆ และอีกจุดเด่นก็คือ ชนิดของวิตามิน E เป็นแบบ d-Alpha Tocopheryl ที่เป็นวิตามิน E จากธรรมชาติ กับกระปุกค่อนข้างเล็กที่ 30 เม็ด ก็ทำให้ทานได้หมดภายใน 1 เดือน พอซื้อกระปุกใหม่ ก็จะทำให้ได้ทานวิตามิน E ใหม่ ๆ อยู่ตลอด ไม่ต้องกลัวเสื่อมสภาพไวนั้นเอง หรืออยากจะทดลองทานดูก่อน ก็ซื้อยี่ห้อนี้ดูได้ แต่ราคาก็จะแอบแพงกว่าพวก 180 mg ที่เป็นแบบสังเคราะห์ dl-Alpha Tocopheryl Acetate ครับ

ประเภทแคปซูล
ชนิดของ Vitamin Ed-Alpha Tocopheryl
ปริมาณ Vitamin E ต่อเม็ด180 mg
ส่วนผสมอื่น ๆ
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติไทย

8. วิตามินอี ยี่ห้อ DHC γ-Gamma Tocopherol

8. วิตามินอี ยี่ห้อ DHC γ-Gamma Tocopherol

ราคาโดยประมาณ 399 บาท ต่อ 30 เม็ด

DHC γ-Gamma Tocopherol ตัวนี้ อาจจะไม่เหมือนกับวิตามินอีที่ผ่าน ๆ มาสักเท่าไรนัก เพราะทาง DHC ได้วิจัยและเคลมมาว่า วิตามิน E ชนิด γ-Gamma Tocopherol นอกจากจะช่วยบำรุงผิวได้แล้ว ยังมีคุณสมบัติพิเศษในการช่วยขับน้ำและเกลือโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกายได้ด้วย ทำให้เมื่อทานแล้ว จึงช่วยให้ร่างกายของใครก็ตาม (โดยเฉพาะสาว ๆ ) ที่ดูฉุ ดูอ้วน หรือดูบวม ๆ น้ำอยู่ จะมีปริมาณของน้ำและเกลือโซเดียมส่วนเกินลดลง รูปร่างก็จะกลับมากระชับ แน่น และดูเพรียวมากขึ้นด้วย ถ้าคิดว่ารูปร่างกำลังบวมน้ำบวมเกลืออยู่ละก็ ลองทานวิตามินอีตัวนี้ดูสิครับ

ประเภทเม็ดนิ่ม
ชนิดของ Vitamin Eγ-Gamma Tocopherol
ปริมาณ Vitamin E ต่อเม็ด67 mg
ส่วนผสมอื่น ๆ
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติญี่ปุ่น

9. วิตามินอี ยี่ห้อ natural Factors Clear Base Vitamin E

9. วิตามินอี ยี่ห้อ natural Factors Clear Base Vitamin E

ราคาโดยประมาณ 327 บาท ต่อ 60 เม็ด

สำหรับวิตามินอียี่ห้อนี้ natural Factors Clear Base Vitamin E จากแคนนาดา อาจจะไม่ได้รับความนิยมในบ้านเราสักเท่าไรนัก แต่ถ้าไปดูยอดขายของเว็บต่างประเทศแล้วละก็ ถือว่าได้รับความนิยมเอามาก ๆ เลยครับ โดยจะใช้วิตามินอีชนิด d-Alpha Tocopheryl ที่ได้จากธรรมชาติเช่นกัน ส่วนความเข้มข้นก็อยู่ในระดับกลาง ๆ ที่ 400 IU หรือ 180 mg เหมือนกับยี่ห้ออื่น ๆ แต่จะมีวิตามิน E ชนิดอื่น ๆ อย่าง Gamma, Delta, Beta ผสมรวมอยู่ด้วยอีก 10 mg ทำให้เวลาทานแล้ว ก็จะได้วิตามิน E ทั้งหมด 190 mg ครับ ก็ถ้าอยากลองยี่ห้อใหม่ ๆ แปลก ๆ ไม่เหมือนใคร ขอแนะนำยี่ห้อนี้เลยครับ

ประเภทเม็ดนิ่ม
ชนิดของ Vitamin Ed-Alpha Tocopheryl / Gamma, Delta, Beta
ปริมาณ Vitamin E ต่อเม็ดd-Alpha Tocopheryl ที่ 180 mg / อีก 3 ชนิดที่เหลือ 10 mg
ส่วนผสมอื่น ๆ
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติแคนาดา

10. วิตามินอี ยี่ห้อ Mason Natural, VITAMIN E 400 IU

10. วิตามินอี ยี่ห้อ Mason Natural, VITAMIN E 400 IU

ราคาโดยประมาณ 450 บาท ต่อ 100 เม็ด

Mason Natural อีกหนึ่งยี่ห้อจากสหรัฐอเมริกา (ต้องยอมรับจริง ๆ ว่า ถ้าพูดถึงอาหารเสริมแล้ว ยี่ห้อดัง ๆ ส่วนใหญ่จะมาจากสหรัฐทั้งนั้นเลยครับ) ที่มีวิตามิน E ขายเช่นกัน โดยถ้าดูจากตารางด้านล่าง จะเห็นว่า มีรายละเอียดทุกอย่างเหมือนกับยี่ห้อ Kirkland Signature และ 21st Century ตัวด้านบนเลย ความเข้มข้นก็เท่ากัน และยังใช้วิตามิน E ชนิดสังเคราะห์เหมือนกันด้วย แต่ยี่ห้อนี้กลับค่อนข้างมีราคาที่แพงกว่า ถ้าหาซื้อยี่ห้ออื่น ๆ ไม่ได้แล้ว ค่อยมาซื้อยี่ห้อนี้ละกันครับ

ประเภทเม็ดนิ่ม
ชนิดของ Vitamin Edl-Alpha Tocopheryl Acetate
ปริมาณ Vitamin E ต่อเม็ด180 mg
ส่วนผสมอื่น ๆ
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติสหรัฐอเมริกา

เป็นยังไงกันบ้างครับ ได้เห็น “วิตามินอี” ยี่ห้อไหนดี กันไปแล้วถึง 10 ยี่ห้อด้วยกัน สนใจอยากจะซื้อยี่ห้อไหน ตัวไหน ไปทานเพื่อเสริมวิตามิน E ให้แก่ร่างกายกันบ้าง? เท่า ๆ ที่เห็นมา ความเข้มข้นที่ 400 IU หรือ 180 mg เหมือนจะเป็นขั้นต่ำของอาหารเสริมวิตามินอีเลย ถ้าไปซื้อยี่ห้อที่น้อยกว่านี้ อาจจะต้องทาน 2 เม็ด แบ่งเป็นเช้ากับเย็น ก็จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามิน E ที่มากขึ้น ยังไงสุดท้ายแล้ว ก็ขอให้ได้ยี่ห้อที่ถูกใจ ทานแล้วช่วยบำรุงร่างกาย และบำรุงผิวพรรณให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นกันด้วยครับผม