วิตามิน เอ (Vitamin A) ยี่ห้อไหนดี มีรีวิว 7 ยี่ห้อ

รูปภาพปกบทความ วิตามิน เอ (Vitamin A) ยี่ห้อไหนดี มีรีวิว 7 ยี่ห้อ

กำลังอยากจะหาซื้ออาหารเสริม “วิตามิน เอ” (Vitamin A) ยี่ห้อไหนดี กันอยู่สินะครับ ถึงได้กดเข้ามาอ่านที่บทความนี้ ก็ถือว่ามาได้ถูกที่แล้ว เพราะที่นี่จะช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิตามินเอ ไม่ว่าจะ วิตามิน เอ ช่วยอะไร ? เลือกซื้ออย่างไรดี? ปริมาณที่ควรทานต่อวัน? ความเสี่ยงของการ Overdose? รวมถึงมีรีวิวให้ดูกันถึง 7 ยี่ห้อด้วย แต่ก่อนที่จะไปอ่านเนื้อหากันนั้น ขอเตือนกันสักนิดว่า วิตามิน A เป็นวิตามินที่มีทั้งประโยชน์และโทษต่อร่างกาย เพราะฉะนั้น ถ้าจะซื้อไปทานละก็ ขอให้คิดให้รอบคอบและระมัดระวังกันด้วยครับ



วิตามิน เอ ช่วยอะไร ?

วิตามิน เอ ช่วยอะไร ?

หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้เรียนวิทยาศาสตร์ตั้งแต่สมัยประถมกันแล้วนะครับว่า ประโยชน์ที่สำคัญมากที่สุดของวิตามิน A ก็คือ “การช่วยบำรุงดวงตาให้มีสุขภาพที่ดี” นั่นเอง ซึ่งถ้าร่างกายของคนเราขาดแคลนวิตามิน A แล้วละก็ อาจจะทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับดวงตาบางชนิด เช่น โรค Age-related Macular Degeneration (AMD) หรือโรคจอประสาทตามเสื่อมเมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้น รวมถึงพวกอาการตาแห้ง และตาระคายเคืองต่าง ๆ เป็นต้น โดยได้มีงานวิจัยค้นพบว่า ในกระแสเลือดของผู้ที่มี Beta-Carotene ความเข้มข้นสูง ๆ จะช่วยลดโอกาสการเกิด AMD ถึง 35% ครับ

แต่วิตามิน เอ ไม่ได้ช่วยแค่บำรุงสุขภาพดวงตาเท่านั้น ยังมีประโยชน์อื่น ๆ ต่อร่างกายอีกเพียบ ไม่ว่าจะ มีคุณสมบัติของการเป็น Anti-Oxidant จึงช่วยปกป้องเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายจากการถูกสารอนุมูลอิสระทำร้าย รวมถึงช่วยปกป้องเซลล์ผิวพรรณต่าง ๆ ไม่ให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร นอกจากนี้ ก็ยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย และยังช่วยลดโอกาสการเกิดของมะเร็งบ้างชนิด เช่น โรคมะเร็งปอด, มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ, มะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่ เป็นต้น (ดูงานวิจัยได้ที่นี้) และที่สำคัญ ยังมีส่วนช่วยพัฒนาและบำรุงสเปิร์มของคุณผู้ชายกับไข่ของคุณผู้หญิงให้มีสุขภาพดี เพื่อที่จะพร้อมสำหรับการมีลูกด้วยครับ

จะเลือกซื้ออาหารเสริม “วิตามิน เอ” ยังไงดีนะ?

จะเลือกซื้ออาหารเสริม "วิตามิน เอ" ยังไงดีนะ?

ตามความเข้าใจของคนส่วนใหญ่เวลาเลือกซื้ออาหารเสริมก็คือ เน้นเรื่องความเข้มข้นสูง ๆ จะได้ช่วยบำรุงร่างกายได้ดี ซึ่งก็เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่ ๆๆๆ สำหรับวิตามิน A คงจะใช้หลักการนี้ไม่ได้ เพราะวิตามิน A เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน จึงสามารถเกิดการสะสมในร่างกายได้ เมื่อมีการสะสมในร่างกายที่สูงมากเกินไป อาจจะทำให้เกิดอันตรายและโทษต่อร่างกายได้นั่นเอง และสำหรับสาว ๆ ที่คิดจะทานเพื่อบำรุงผิว ถ้าหากได้รับวิตามิน A มากเกินไป อาจจะทำให้ผิวแห้งกร้าน รวมถึงผมหลุดร่วงได้ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นการทานวิตามิน A จึงควรทานอย่างระมัดระวัง และทางที่ดีควรปรึกษาคุณหมอก่อนซื้อพวกอาหารเสริมวิตามิน A มาทานครับ

แต่ถ้าไม่อยากจะปรึกษาคุณหมอละก็ ทางสถาบันจากสหรัฐอเมริกาได้ให้คำแนะนำของการทานวิตามิน A หรือ Recommended Daily Allowance (RDA) ต่อวันไว้ว่า สำหรับผู้ชายควรที่จะได้รับ 900 mcg ส่วนผู้หญิงควรที่จะได้รับ 700 mcg และที่สำคัญมาก ไม่ควรทานมากเกินกว่า 3,000 mcg หรือ 10,000 IU เพื่อป้องกันและลดโอกาสการเกิดอันตรายจากการทานวิตามิน A ดังนั้น ถ้ากำลังเล็ง ๆ หาซื้อวิตามิน A มาทาน จึงอยากให้ซื้อพวกความเข้มข้นน้อย ๆ หรือถ้าคิดว่า ตัวเองได้รับวิตามิน A ที่มากพอจากอาหารและผลไม้อยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องซื้ออาหารเสริมมาทานเลยครับ

อาหารเสริมวิตามิน เอ จะไม่จำเป็น ถ้าได้ทานผักและผลไม้กันเป็นประจำอยู่แล้ว

อาหารเสริมจะไม่จำเป็น ถ้าได้ทานผักและผลไม้กันเป็นประจำอยู่แล้ว

อีกทั้งถ้าเป็นไปได้ อยากให้เลือกซื้ออาหารเสริมวิตามิน เอ ที่ได้มาจาก Beta-Carotene มากกว่าพวก Palmitate เพราะ Beta-Carotene จะได้มาจากพืช เช่น แครอท พวกผักมีสีต่าง ๆ ส่วน Palmitate จะได้มาจากสัตว์ เช่น ไข่ไก่, เนื้อไก่, เนื้อวัว เป็นต้น ทำให้ Beta-Carotene มีความเสี่ยงที่น้อยกว่า (แต่ไม่ได้ให้วิตามิน A โดยตรง ร่างกายจะทำการเปลี่ยน Beta-Carotene ให้เป็นวิตามิน A ทีหลัง) อีกทั้งทาง RDA ก็ไม่ได้กำหนดเพดานปริมาณของ Beta-Carotene ที่ไม่ควรทานเอาไว้ ในขณะที่ Palmitate จะกำหนดที่ไม่ควรทานมากกว่า 3,000 mcg ต่อวัน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า Beta-Carotene จะมีความเสี่ยงที่น้อยกว่า แต่ขึ้นชื่อว่าอาหารเสริม ยังไงก็ไม่ควรทานในปริมาณที่มากเกินไปอยู่ดี จะเห็นได้จากคนที่ทานแครอทหรือฟักทองมากเกินไป ผิวพรรณจะเกิดการเปลี่ยนสีเป็นสีส้ม เป็นต้น แต่ก็ยังไม่มีงานวิจัยตัวไหนมาระบุว่า การที่สีผิวเปลี่ยนเป็นสีส้มมีอันตรายหรือไม่ แต่ก็ไม่ควรเสี่ยงอยู่ดี ดังนั้นจึงควรทานในปริมาณที่พอเหมาะ หรือปรึกษาคุณหมอก่อนทานอาหารเสริมวิตามินเอเสมอ ๆ ครับ แต่ถ้ารู้สึกว่า พวกอาหารเสริมวิตามิน A นั้น มีความเข้มข้นที่สูงเกินไป ถ้ายังงั้นขอแนะนำให้ทานน้ำมันตับปลา เพราะให้วิตามินเอที่เข้มข้นไม่มาก และยังช่วยบำรุงสมองด้วยเน้อ ถ้าสนใจกดปุ่มด้านล่างเลยครับ


ตารางเปรียบเทียบ “วิตามิน เอ” (Vitamin A) ยี่ห้อไหนดี

สำหรับการเปรียบเทียบสินค้าของแต่ละยี่ห้อ เพื่อให้ดูเทียบกันได้อย่างสะดวก และดูได้ง่าย ๆ ว่า ยี่ห้อไหนมีความเข้มข้นที่เท่าไร, มีสารอาหารอื่น ๆ เพิ่มเติมหรือไม่, ราคาประมาณไหน ทางผมก็ได้ทำตารางเปรียบเทียบไว้ให้แล้ว กดปุ่มด้านล่างเพื่อเข้าไปดูได้เลยครับ



1. อาหารเสริม วิตามิน เอ ยี่ห้อ 21st century

ราคาโดยประมาณ 215 บาท ต่อ 110 เม็ด

ถ้ากำลังมองหาอาหารเสริมวิตามินเอยี่ห้อที่มีคุณภาพดี และความเข้มข้นไม่สูงจนเกินไปนัก ต้องขอแนะนำ 21st century จากสหรัฐอเมริกากันเลยครับ โดยความเข้มข้นของ Vitamin A จะอยู่ที่ 3,000 mcg หรือ 10,000 IU ต่อเม็ด ก็ถ้าเทียบกับยี่ห้ออื่น ๆ แล้ว จะค่อนข้างอยู่ในระดับที่ น้อยไปจนถึงปานกลาง ไม่ได้เข้มข้นมากเท่าหลาย ๆ ยี่ห้อ จึงทำให้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเสริมวิตามิน A เพียงเล็กน้อยต่อวัน หรือคนที่กลัวว่า จะได้รับวิตามิน A มากเกินไป จนเกิดเป็นผลเสียต่อร่างกาย ส่วนเรื่องราคา ก็จะตกเม็ดละประมาณ 2 บาท ก็จะแอบสูงกว่าหลาย ๆ ยี่ห้ออยู่ ยังไงตอนซื้อ ก็เลือกให้ตรงต่อความต้องการครับ

ประเภทเม็ดนิ่ม
ความเข้มข้น Vitamin A ต่อเม็ด3,000 mcg (10,000 IU)
รูปแบบของ Vitamin APalmitate
สารอาหาร / ส่วนผสมอื่น ๆน้ำมันถั่วเหลือง
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติสหรัฐอเมริกา

2. ยี่ห้อ Now Foods

Now Foods อีกหนึ่งยี่ห้อจากสหรัฐอเมริกาที่น่าสนใจ และน่าหาซื้อไปทานกันครับ โดยถ้าดูจากตารางข้อมูลด้านล่าง จะเห็นว่า มีความเข้มข้นของวิตามิน A ที่เท่ากับ 21st century ตัวด้านบนคือ 3,000 mcg หรือ 10,000 IU แต่ยี่ห้อนี้ จะพิเศษกว่าตรงที่ ได้ใช้น้ำมันตับปลาและน้ำมันมะกอกเป็นส่วนผสม ซึ่งน้ำมันตับปลาก็เป็นน้ำมันที่ช่วยบำรุงร่างกายได้ดี รวมถึงน้ำมันมะกอกก็มีคุณค่ามากกว่าน้ำมันพืชทั่ว ๆ ไปด้วย รวม ๆ แล้ว ยี่ห้อนี้จึงบำรุงร่างกายได้ดีกว่าหลาย ๆ ยี่ห้อที่ใช้น้ำมันพืช แต่ด้วยคุณภาพที่ดีกว่า ก็ทำให้มีราคาที่แพงมากกว่า โดยจะตกเม็ดละประมาณ 3.5 บาท ก็ถ้าเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา จัด Now Foods เลยครับ

ประเภทเม็ดนิ่ม
ความเข้มข้น Vitamin A ต่อเม็ด3,000 mcg (10,000 IU)
รูปแบบของ Vitamin ARetinyl Palmitate
สารอาหาร / ส่วนผสมอื่น ๆน้ำมันตับปลา, น้ำมันมะกอก
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติสหรัฐอเมริกา

3. อาหารเสริม วิตามิน เอ ยี่ห้อ DHC

DHC ยี่ห้อที่คนไทยหลาย ๆ คนน่าจะรู้จักกันดี และน่าจะเคยซื้ออาหารเสริมของยี่ห้อนี้มาทานกันบ้าง โดยทางแบรนด์ เขาก็มีอาหารเสริมวิตามิน A ขายเช่นกันครับ แต่จะแตกต่างจากยี่ห้ออื่น ๆ ตรงที่ จะให้ Beta-Carotene มา 7,000 mcg แทน และถ้าดูจากความเข้มข้นของ IU แล้ว จะเห็นว่า มีความเข้มข้นสูงมากที่ 23,333 IU สูงกว่ายี่ห้อบน ๆ มาก ก็อาจจะดูเหมือนทำให้ร่างกายได้รับวิตามิน A ที่มากเกินไป แต่เอาจริง ๆ แล้ว Beta-Carotene มีความปลอดภัย สามารถทานความเข้มข้นสูง ๆ ได้ครับ (รายละเอียดเรื่องนี้ อยู่ที่เนื้อหาด้านบน)

และนอกจากจะให้ Beta-Carotene มาแทนวิตามิน A แล้ว DHC ยังได้เสริมน้ำมันมะกอกและวิตามิน E เพิ่มเติมมาด้วย จึงช่วยบำรุงร่างกายได้ดีกว่า แต่ก็ทำให้มีราคาที่แพงมากกว่าด้วยเช่นกัน โดยที่ 1 เม็ด จะตกเม็ดละประมาณ 20 บาท! ถือว่าแพงมาก ๆ แพงโดดจากยี่ห้ออื่น ๆ เลยทีเดียว ก็ไม่แนะนำยี่ห้อนี้ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องงบครับ

ประเภทเม็ดนิ่ม
ความเข้มข้น Vitamin A ต่อเม็ด7,000 mcg (23,333 IU)
รูปแบบของ Vitamin ABeta-Carotene
สารอาหาร / ส่วนผสมอื่น ๆน้ำมันมะกอก / วิตามิน E, 3 mg
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติญี่ปุ่น


4. ยี่ห้อ Puritan's Pride 

ถ้าอยากจะทานอาหารเสริมวิตามิน เอ ในรูปแบบของ Beta-Carotene แต่ยี่ห้อ DHC นั้นแพงเกินไป จ่ายไม่ไหว ถ้ายังงั้นลองมาดูยี่ห้อ Puritan's Pride จากสหรัฐอเมริกากันเลยครับ เพราะที่ 1 เม็ด จะมีราคาประมาณเม็ดละ 1.89 บาท! เท่านั้น ก็ถูกกว่า DHC มาก ๆๆ เกือบ 20 เท่า เลยทีเดียว และความเข้มข้นของ Beta-Carotene เอง ก็เข้มข้นสูงกว่าด้วยที่ 7,500 mcg หรือ 25,000 IU แต่จุดที่ Puritan's Pride ด้อยกว่า DHC ก็คือ ใช้น้ำมันถั่วเหลืองและข้าวโพดเป็นส่วนผสม ซึ่งมีคุณค่าที่น้อยกว่าน้ำมันมะกอกของ DHC แต่ถ้าเน้นเรื่องราคาแล้วละก็ ลองซื้อ Puritan's Pride ทานก่อนก็ได้ ถ้าไม่ชอบยังไง ก็ค่อยไปลอง DHC ครับ

ประเภทเม็ดนิ่ม
ความเข้มข้น Vitamin A ต่อเม็ด7,500 mcg (25,000 IU)
รูปแบบของ Vitamin A Beta-Carotene
สารอาหาร / ส่วนผสมอื่น ๆน้ำมันถั่วเหลือง / น้ำมันข้าวโพด
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติสหรัฐอเมริกา

5. อาหารเสริม วิตามิน เอ ยี่ห้อ Mega We care

ได้เห็นยี่ห้อต่างชาติไปกันเยอะแล้ว คราวนี้มาดูยี่ห้อของไทยอย่าง Mega We care กันดีกว่าครับ โดยถ้าสังเกตที่ราคาด้านบนละก็ จะเห็นได้ว่า ถูกมากก ตกเม็ดละประมาณ 1 บาทเท่านั้น ก็น่าจะเป็นอาหารเสริมวิตามิน เอ ที่มีราคาค่อนข้างถูกที่สุด แต่ถ้าคิดว่า ราคาถูกก็จะมีความเข้มข้นน้อยตามละก็ ถือว่าคิดผิด เพราะที่ 1 เม็ด จะมีความเข้มข้นของวิตามินเอที่สูงถึง 7,500 mcg หรือ 25,000 IU เลยทีเดียว ถือว่ามีความเข้มข้นที่สูงเอามาก ๆๆ สูงในระดับเดียวกันกับ Puritan's Pride ตัวด้านบนเลยครับ

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะซื้อยี่ห้อนี้ ต้องขอเตือนกันสักนิด เพราะวิตามินเอที่ได้ จะมาจาก Palmitate ไม่ใช่ Beta-Carotene และด้วยความเข้มข้นที่สูงขนาดนี้ อาจจะทำให้เกิดการสะสมในร่างกาย แล้วเกิดอันตรายขึ้นได้ ซึ่งแม้แต่ทาง Mega We care เอง ก็ได้ระบุไว้บนฉลากเลยว่า ยาอันตราย ก่อนซื้อก็คิดให้ดีกันด้วย หรือถ้าคิดว่า ยี่ห้อนี้มีความเสี่ยงมากเกินไป แนะนำยี่ห้อที่มีความเข้มข้นที่น้อยกว่านี้ หรือซื้อวิตามินเอแบบ Beta-Carotene มาทาน จะดีกว่าครับ

มีคำเตือนคิดไว้บนฉลากด้วย ก่อนซื้อก็คิดกันดี ๆ ครับ

ประเภทเม็ดนิ่ม
ความเข้มข้น Vitamin A ต่อเม็ด7,500 mcg (25,000 IU)
รูปแบบของ Vitamin APalmitate
สารอาหาร / ส่วนผสมอื่น ๆ
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติไทย

6. ยี่ห้อ Blackmores

6. ยี่ห้อ Blackmores

ราคาโดยประมาณ 1,100 บาท ต่อ 150 เม็ด

ถ้ากำลังมองหาอาหารเสริมวิตามิน เอ ที่มีความเข้มข้นไม่สูงมากเท่าพวกยี่ห้อบน ๆ อยู่ละก็ ต้องขอแนะนำยี่ห้อ Blackmores จากออสเตรเลียเลยครับ โดยที่ 1 เม็ด จะมีความเข้มข้นเพียงแค่ 1,500 mcg หรือ 5,000 IU เท่านั้น ก็ค่อนข้างน้อย แต่ก็ถือว่า มีความเสี่ยงน้อยตามไปด้วย และที่ความเข้มข้นน้อย ๆ ก็ยังถือเป็นข้อดี เพราะถ้าร่างกายยังขาดวิตามิน A อยู่ ก็สามารถทานเพิ่มอีก 1 เม็ด เพื่อเพิ่มความเข้มข้นให้เป็น 3,000 mcg เท่ากับยี่ห้ออื่น ๆ ได้นั่นเอง แต่ ๆๆๆ ก่อนซื้อยี่ห้อนี้ ขอให้ดูงบกันนิดหนึ่ง เนื่องจากมีราคาที่ค่อนข้างแพงมาก โดยจะตกเม็ดละประมาณ 7-8 บาทเลยทีเดียว ก็ถ้าอยากประหยัดงบประมาณ ลองดูยี่ห้ออื่นดีกว่าครับ

ประเภทเม็ดนิ่ม
ความเข้มข้น Vitamin A ต่อเม็ด1,500 mcg (5,000 IU)
รูปแบบของ Vitamin A Retinol Palmitate
สารอาหาร / ส่วนผสมอื่น ๆ
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติสหรัฐอเมริกา


7. อาหารเสริม วิตามิน เอ ยี่ห้อ Nature Factors

7. อาหารเสริม วิตามิน เอ ยี่ห้อ Nature Factors

ราคาโดยประมาณ 276 บาท ต่อ 180 เม็ด

อีกหนึ่งยี่ห้ออาหารเสริมวิตามิน เอ ที่น่าสนใจ และมีราคาที่ค่อนข้างถูก ต้องยกให้กับยี่ห้อ Nature Factors จากแคนาดากันเลยครับ โดยที่ 1 กระปุก จะได้จำนวนเม็ดถึง 180 เม็ด ซึ่งจะตกเม็ดละประมาณ 1.5 บาท เท่านั้น ก็ถูกกว่าหลาย ๆ ยี่ห้อ (ยกเว้น Mega) อีกทั้งความเข้มข้นของ Vitamin A เอง ก็ไม่น้อย โดยจะอยู่ที่ 3,000 mcg ต่อเม็ด ก็เทียบเท่ากับยี่ห้อ 21st century และ Now Foods ยี่ห้อที่อยู่ด้านบนเลย ก็ถ้าคิดว่า Mega มีความเข้มข้นสูงเกินไป Blackmores ก็มีความเข้มข้นที่น้อยเกินไป Nature Factors ยี่ห้อนี้ เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเลยครับ

ประเภทเม็ดนิ่ม
ความเข้มข้น Vitamin A ต่อเม็ด3,000 mcg (10,000 IU)
รูปแบบของ Vitamin ARetinyl Palmitate
สารอาหาร / ส่วนผสมอื่น ๆน้ำมันตับปลา
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติแคนาดา

ก็จบไปแล้วกับการรีวิว อาหารเสริม “วิตามิน เอ” ยี่ห้อไหนดี กันถึง 10 ยี่ห้อด้วยกัน ไม่ทราบว่า สนใจ อยากจะซื้อยี่ห้อไหนไปทานกันบ้าง?? ก็จากที่เห็น ๆ มาเนี่ย ส่วนใหญ่จะมีความเข้มข้นที่ค่อนข้างสูงมาก จนบางยี่ห้ออาจจะสูงเกินไป จนอาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้เลย ยังไงเวลาที่จะเลือกซื้ออาหารเสริมวิตามินเอ ก็ต้องระมัดระวังกันด้วยนะครับ หรือไม่งั้น ก็ควรที่จะปรึกษาคุณหมอก่อนซื้อว่า ควรที่จะซื้อความเข้มข้นเท่าไร เพื่อที่จะได้ลดความเสี่ยง และไม่เกิดปัญหาตามมาทีหลัง ยังไงก็ขอให้ได้ยี่ห้อที่ถูกใจ ทานแล้ว ตอบโจทย์บำรุงร่างกาย รวมถึงมีความปลอดภัยกันด้วยครับ



Leave a Comment