+ “เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย” ยี่ห้อไหนดี 2021 รวมมาแล้ว รีวิว 10 ยี่ห้อ +

+ "เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย" ยี่ห้อไหนดี 2021 รวมมาแล้ว รีวิว 10 ยี่ห้อ +

เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย ยี่ห้อไหนดี ดูดแรง ใช้งานสะดวก พ่อบ้านแม่บ้านคนไหนที่กำลังมีคำถามนี้ ต้องรีบอ่านบทความนี้กันเลย เพราะเราได้รวบรวมข้อมูล และสเปคเบื้องต้น ยี่ห้อที่น่าสนใจ หรือขายดี มาไว้ในนี้แล้ว รวมไปถึงวิธีการเลือกซื้อแบบง่าย ๆ ว่าต้องดูอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้เอามาเป็นอาวุธสำหรับต่อกร กับเจ้าฝุ่นสกปรกตัวร้าย ที่อยู่ตามซอกมุมหรือพื้นผิวต่าง ๆ รวมถึงข้อควรระวังเวลาใช้งาน จะมีอะไรกันบ้างตามไปอ่านเลยครับ



วิธีการเลือกเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย

ข้อควรระวังเวลาใช้งานเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย

สำรวจพื้นที่ใช้งาน ถ้าหากคุณกำลังเลือกเครื่องดูดฝุ่นไร้สายเพื่อไปใช้ตามห้อง ตามคอนโด หรือบริเวณเล็ก ๆ แล้วก็ เครื่องดูดฝุ่นไร้สายจะเป็นอะไรที่ตอบโจทย์มาก นอกจากจะเบา ประหยัดพื้นที่จัดเก็บได้ดี จะหยิบไปใช้ดูดตรงไหนก็สะดวก ปีนขึ้นไปดูดที่สูงก็สบาย แต่ ๆ ๆ ถ้าต้องดูดฝุ่นบริเวณกว้าง ใช้งานยาวนาน ยิ่งถ้าเป็นบ้านที่มีขนาดใหญ่ หรือบริเวณที่มีความสกปรกสูง เราขอแนะนำให้ซื้อเครื่องดูดฝุ่นแบบมีสายจะดีกว่า เพราะจะได้ไม่ต้องมากังวลเรื่องชาร์จไฟ และขนาดของถังเก็บฝุ่นที่มักจะมีขนาดเล็กด้วย แล้วตัวเครื่องเองก็ออกแบบสำหรับให้ใช้งานได้ยาว ๆ อยู่แล้ว ดังนั้นพื้นที่จะกว้างใหญ่แค่ไหนก็ไม่ต้องกังวล หรือถ้าจะซื้อทั้ง 2 แบบไว้ใช้งานให้เหมาะกับสถานการณ์ต่าง ๆ ก็ดีครับ

ดูสเปคต่าง ๆ และอุปกรณ์เสริม สเปคของตัวเครื่องจะเริ่มตั้งแต่ความจุถ้วยเก็บฝุ่น แบตเตอรี่ ระยะเวลาในการชาร์จไฟ แรงดูด น้ำหนัก ก็จะส่งผลต่อการใช้งานโดยตรงเลย เลือกไว้เยอะหน่อยก็ดี แต่งบก็อาจจะเพิ่มตามได้ ถ้าซื้อรุ่นแพงมากแล้วเกิดเสียขึ้นมา ค่าซ่อมแพงหรือต้องซื้อใหม่ก็จะอาจจะไม่ค่อยคุ้ม อาจจะต้องชั่งน้ำหนักกันสักนิด ส่วนอุปกรณ์เสริม หัวดูดสำหรับพื้นผิวแบบต่าง ๆ ก็จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ได้มากขึ้น บางยี่ห้อถึงกับมีไฟส่องสว่างให้ด้วย เวลาเลือกซื้ออย่าลืมดูตรงนี้ด้วยครับ


ข้อควรระวังเวลาใช้งานเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย

วิธีการเลือกเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย

ทำความสะอาดเส้นผมที่หัวแปรงหมุน หรือถอดหัวแปรงหมุนออก บางรุ่นบางยี่ห้อที่มีราคาถูก เส้นผมมักจะเข้าไปพันจนทำให้หัวแปรงหมุน ขัดข้องหรือเสียหายได้ ดังนั้นเราจึงแนะนำให้ถอดหัวแปรงหมุนออกมาทำความสะอาดบ่อย ๆ เพื่อลดปัญหาในจุดนี้ หรือจะถอดหัวแปรงหมุนออกไปเลยก็ได้ จะได้ไม่ต้องมาทำความสะอาด ลองหาวิธีถอดจากคู่มือดูนะครับ

ทำความสะอาด Filter เป็นประจำ นอกจากเราจะต้องทิ้งเศษขยะในกล่องหรือถ้วยเก็บฝุ่นแล้ว ยังมีอีกชิ้นที่หลายคนอาจจะลืม นั้นก็คือตัว Filter นั้นเอง มักจะอยู่บริเวณด้านบนหรือจุดที่มีลมออก สามารถหมุนคลายล็อคเพื่อเปิดฝา จึงจะสามารถหยิบ Filter ออกได้ สามารถเอามาเคาะฝุ่น เอาแปรงขนอ่อนปัด หรือซื้อตัว Filter อันใหม่เปลี่ยนได้ ถ้าหากไม่ทำความสะอาด Filter ตัวนี้ เครื่องจะไม่มีแรงดูดนะครับ

ไม่ใช้แบตเตอรี่จนหมดเกลี้ยง หลายรุ่นหลายยี่ห้อใหม่ ๆ จะมีแบตเตอรี่แบบ Lithium ถ้าเราใช้ไฟจนหมดจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่า หลังจากชาร์จเต็มก็ควรถอดสายชาร์จออกด้วยครับ


ตารางเปรียบเทียบรีวิว “เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย” ยี่ห้อไหนดี 2021

สำหรับใครที่ไม่ค่อยมีเวลาอ่าน อยากดูเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย วางเรียงเปรียบเทียบ ราคา, ความแรงในการดูด, ความจุถังเก็บฝุ่น, แบตเตอรี่, และอื่น ๆ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น แนะนำให้กดเข้าไปที่ปุ่มสีแดงด้านล่างได้เลย หรือถ้าอยากอ่านแบบเต็ม ๆ ก็เลื่อนผ่านปุ่มสีแดง ไปดูรีวิวสินค้าต่อเลยครับ



1. Xiaomi Mijia Wireless Vacuum Cleaner Lite

สำหรับใครที่กำลังตามหาเครื่องดูดฝุ่นไร้สายที่ใช้ง่าย น้ำหนักเบา เสียงไม่ดัง ราคาไม่แรง อยากให้ลองตัวนี้ดูครับ Xiaomi Mijia Wireless Vacuum Cleaner Lite ด้วยน้ำหนักที่เบาเพียง 1.2 กิโลกรัม ทำให้ใช้งานได้ง่ายและสะดวกมาก ๆ ไม่ว่าจะดูดพื้น หรือจะยกดูดในผนังที่สูง ๆ ก็เบาแรงได้ดี มีหัวเปลี่ยน 3 แบบ ทั้งแบบปกติสำหรับการทำความสะอาดพื้น แบบเล็กใช้ดูดตามซอกมุมที่เข้าถึงยาก และแบบหัวแปรงที่สามารถใช้กับโซฟา ตู้ หรือพื้นที่ทำงานได้สะดวก จัดเก็บง่ายด้วยแท่นชาร์จติดผนังทำให้บ้านดูเป็นระเบียบเรียบร้อย

นอกจากนี้ยังมีโหมดการใช้งานได้ 2 แบบ คือ Standard Mode สำหรับการดูดฝุ่นปกติในชีวิตประจำวัน และ Max Mode สำหรับการดูดฝุ่นหนัก ๆ ในส่วนของการชาร์จไฟจะใช้เวลาชาร์จประมาณ 5 ชั่วโมง และใช้งานได้นานต่อเนื่อง 45 นาที มีไส้กรอง 3 ชั้น สามารถกรองแบคทีเรียและเชื้อโรคที่มองไม่เห็นได้ถึง 99.98 เปอร์เซ็นต์ มอเตอร์ที่ใช้เป็นแบบไม่มีใบพัด ทำให้ความดังเสียงน้อยกว่า 79 เดซิเบล เรียกว่าถูกใจใครที่ไม่ชอบเครื่องดูดฝุ่นเสียงดัง ๆ แน่นอน รีวิวจากผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็เห็นว่าใช้งานได้ดี ประสิทธิภาพอาจไม่เท่ากับรุ่นท็อป ๆ แบรนด์อื่น แต่ก็ถือว่าคุ้มค่า คุ้มราคาครับ

แรงดูด17000 PA
ความจุถ้วยฝุ่น0.5 L
โหมดดูดStandard 45 นาที / Max 13 นาที
ความจุแบตเตอรี่2500 mAh
แรงดันไฟฟ้า110-240 V
กำลังไฟ220 W
ขนาด24 x 14.8 x 113.2 CM
น้ำหนัก1.2 kg
เวลาชาร์จ5 ชม.
เสียงรบกวน≤79 dB
สีขาว

2. Deerma VC20 PLUS

หนึ่งในแบรนด์จากจีนที่เข้ามาตีตลาดเมืองไทย และได้รับความนิยมจากผู้ใช้ไม่น้อยก็คือ Deerma ด้วยราคาไม่แพง และคุณสมบัติที่น่าสนใจ จึงทำยอดขายได้ดี อย่างเครื่องดูดฝุ่นไร้สายรุ่น VC20 Plus ตัวนี้ ที่มีการพัฒนาฟังก์ชันมากขึ้นจากรุ่นก่อน ๆ และยังได้รับรางวัลการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งจาก IF ประเทศเยอรมนี และ K-Design ประเทศเกาหลี ซึ่งก็การันตีถึงประสิทธิภาพได้ระดับหนึ่งแล้วนะครับ ทั้งยังมีจุดเด่นอยู่ที่หัวถูพื้นบาง 47 มิลลิเมตร สามารถทำความสะอาดใต้ตู้ ใต้เตียง ได้ดี และมีหัวเปลี่ยน 3 แบบ เพื่อการใช้งานในทุกซอกทุกมุมของบ้านได้อย่างทั่วถึง

การชาร์จไฟต่อครั้งใช้เวลาประมาณ 4.5 ชั่วโมง และสามารถใช้งานได้ 2 โหมด คือแบบมาตรฐานใช้ได้ต่อเนื่อง 30 นาที และโหมดแรงที่ใช้ต่อเนื่องได้ 15 นาที น้ำหนักเบา 1.8 กิโลกรัม เฉพาะตัวเครื่องหลักหนักเพียง 1 กิโลกรัม ทำให้สามารถดูดที่สูงตามผนังและเพดานได้สะดวก ระดับเสียงรบกวนน้อยกว่า 80 เดซิเบล เรียกว่าไม่ดังจนเกินไป เมื่อเทียบคุณสมบัติต่าง ๆ กับราคาแล้ว แม้แรงดูดจะไม่สูงมาก แต่ก็ใช้งานได้ดีในระดับที่น่าพอใจ อาจไม่เหมาะกับงานดูดหนัก ๆ นัก แต่ถ้าใช้แค่ในห้อง คอนโด อพาร์ทเม้นท์ ที่เป็นการดูดฝุ่นง่าย ๆ ก็ตอบโจทย์ได้ดีนะครับ

แรงดูด8000 PA
ความจุถ้วยฝุ่น0.6 L
โหมดดูดมาตรฐาน 30 นาที / แรง 15 นาที
ความจุแบตเตอรี่2200 mAh
แรงดันไฟฟ้า14.4 V
กำลังไฟ150 W
ขนาด23.5 x 17.58 x 115 CM
น้ำหนัก1.8 kg
เวลาชาร์จ4.5 ชม.
เสียงรบกวน≤80 dB
สีขาว

3. BOSCH GAS 18V-1

ถ้าพูดถึงแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าระดับอุตสาหกรรมแล้ว หลายคนคงรู้จัก BOSCH เป็นอย่างดี การันตีได้ในเรื่องคุณภาพที่ไว้ใจได้ อย่างเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย รุ่น GAS 18V-1 ตัวนี้ แม้จะเป็นเครื่องดูดฝุ่นตัวเล็ก แต่ประสิทธิภาพใช้ได้ดีทีเดียวเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีแรงลมหมุนเวียน 3 ระดับ เกิดการสูญเสียแรงดูดน้อยสุดตลอดการใช้งาน เปลี่ยนหัวในการดูดฝุ่นได้ 3 แบบ เพื่อการทำความสะอาดได้ทั่วถึง มีท่อต่อให้ทั้งแบบอ่อนและแบบแข็ง จึงสามารถปรับรูปแบบการใช้งานได้หลากหลาย

ส่วนของแบตเตอรี่นั้น ใช้แรงดันไฟ 18 โวลต์ อยู่ภายนอกตัวเครื่อง และตัวแบตสามารถใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ ของแบรนด์นี้ ที่ใช้แรงดัน 18 โวลต์ ได้เช่นกัน เรียกว่าออกแบบมาให้สะดวกสำหรับใครที่ใช้อุปกรณ์ของเขาอยู่แล้วนะครับ การทิ้งผงก็สะดวก การทำความสะอาดตัวเครื่องก็ง่าย จากการใช้งานจริงชาร์จไฟเต็มแล้วจะสามารถใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 30 นาที เหมาะกับพื้นที่ที่ไม่กว้างมาก ใช้งานในห้องหรือในรถก็ค่อนข้างสะดวก แม้ว่าแรงดูดจะไม่สูงมาก แต่ก็ถือว่าใช้งานได้ดีในระดับหนึ่ง

แรงดูด6000 PA
ความจุถ้วยฝุ่น0.7 L
โหมดดูดN/A
ความจุแบตเตอรี่N/A
แรงดันไฟฟ้า18 V (แบตเตอรี่)
กำลังไฟN/A
ขนาด45 x 18.4 x 12.1 CM
น้ำหนัก1.3 kg (ไม่รวมแบตเตอรี่)
เวลาชาร์จN/A
เสียงรบกวนN/A
สีดำ/น้ำเงิน


4. Electrolux ZB3411

ได้ยินชื่อของ Electrolux แล้ว คงไม่มีใครไม่รู้จัก แน่นอนว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์คุณภาพที่เชื่อถือได้ สำหรับเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย รุ่น ZB3411 ตัวนี้ ออกแบบมาให้ใช้งานสะดวก ใช้ได้ทั้งแบบมือถือ ดูดบนโต๊ะ โซฟา หรือเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ และแบบดูดพื้นปกติ ใช้หัวแปรง PowerPro ใช้ดูดฝุ่นได้ง่ายไม่เปลืองแรง มีขนแปรงอ่อนนุ่ม ไม่ทำลายพื้นผิวให้เป็นรอย และยังดูดตามซอกได้ดีกว่ารุ่นก่อน ๆ ถึง 6 เท่า ดูดได้ทั้งฝุ่นที่มีขนาดใหญ่ไปจนถึงฝุ่นผงเล็ก ๆ ดูแล้วสามารถใช้งานได้สะดวกไม่ยุ่งยาก มีความแข็งแรงเหมาะกับการใช้งานในบ้านได้ดีครับ

ตัวเครื่องมาพร้อมแท่นชาร์จแบบตั้งพื้น ใช้เวลาชาร์จประมาณ 4 ชั่วโมง และใช้งานต่อเนื่องได้ 2 ระดับ คือโหมดปกติที่ใช้ต่อเนื่องได้ 48 นาที โหมดดูดแรงจะใช้ต่อเนื่องได้ 16 นาที มีแสงไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่บนตัวเครื่อง และมีที่กรองฝุ่น 2 ชั้น คือกรองฝุ่นแบบหยาบ และแบบละเอียด มีฟังก์ชันทำความสะอาดหัวดูดฝุ่น Brush Roll Clean ได้ง่าย ๆ เพียงแค่กดปุ่ม เรียกว่าสะดวกมาก ๆ น้ำหนักเครื่องไม่ได้ถึงกับเบามาก แต่ก็ไม่หนักจนเกินไป สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของเครื่องดูดฝุ่นไร้สายที่น่าสนใจครับ

แรงดูดN/A
ความจุถ้วยฝุ่น0.5 L
โหมดดูดปกติ 48 นาที / แรง 16 นาที
ความจุแบตเตอรี่N/A
แรงดันไฟฟ้า18 V (แบตเตอรี่)
กำลังไฟN/A
ขนาด15 x 26.3 x 107 CM
น้ำหนัก3 kg
เวลาชาร์จ4 ชม.
เสียงรบกวนN/A
สีTitan Blue

5. Airbot Supersonics 2.0

หากใครกำลังต้องการเครื่องดูดฝุ่นไร้สายพลังแรง หยิบจับใช้งานง่าย หน้าตาโฉบเฉี่ยว ที่สำคัญราคาน่าคบ แนะนำรุ่นนี้เลยครับ Airbot Supersonics 2.0 ที่อัพเกรดขึ้นมาจากรุ่นเดิม ให้ประสิทธิภาพดีขึ้นมาก พลังดูดแรงถึง 19000 PA เพิ่มประสิทธิภาพของมอเตอร์แบบไร้แปรงถ่าน (BLDC) เพื่อให้ดูดฝุ่นขนาดเล็กได้ดีขึ้น ใช้ได้กับทุกสภาพพื้นผิว ใช้เวลาชาร์จประมาณ 4 ชั่วโมง ทำงานได้ 2 โหมด คือโหมด Low Speed ใช้งานต่อเนื่องได้ 45 นาที และโหมด High Speed สำหรับการดูดฝุ่นอนุภาคขนาดเล็ก ใช้งานต่อเนื่องได้นาน 15 นาที

ตัวเครื่องน้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัม ไม่หนักมากจนเกินไป สามารถใช้ดูดที่สูง ตามผนัง เพดาน และเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ได้ รวมทั้งยังมีขนแปรง Motorized Brush ออกแบบมาให้สามารถดูดฝุ่นที่อยู่ตามซอกหรือบนพรมได้ดี การทิ้งเศษผงก็ง่ายมาก แค่กดเปิดฝาเพื่อทิ้งได้เลยใน 2 วินาที และรุ่นนี้ยังสามารถซื้อหัวดูดไรฝุ่น (Mite Brush) เพิ่มเติม เพื่อใช้ดูดกำจัดตัวไรบนที่นอนได้ด้วย เรียกว่าเครื่องเดียว แต่ฟังก์ชันการใช้งานจัดมาครบ ราคาไม่แพงทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่าย คุ้มค่ากับการลองหามาใช้งานที่บ้านสักเครื่องนะครับ

แรงดูด19000 PA
ความจุถ้วยฝุ่น0.6 L
โหมดดูดLow Speed 30-45 นาที / High Speed 10-15 นาที
ความจุแบตเตอรี่2200 mAh
แรงดันไฟฟ้า110-240 V
กำลังไฟ150 W
ขนาด68 x 18.5 x 14.5 CM
น้ำหนัก2.2 kg
เวลาชาร์จ4-5 ชม.
เสียงรบกวน60-65 dB
สีแดง

6. Dyson Digital Slim Fluffy

Dyson คือแบรนด์ High-End ของเครื่องดูดฝุ่นอย่างไม่ต้องสงสัย แน่นอนว่ามาพร้อมกับราคาที่สูงพอสมควร แต่ก็มั่นใจได้ในคุณภาพที่จัดเต็ม อย่างรุ่นนี้ Dyson Digital Slim Fluffy ที่มีการออกแบบโดยรวมท่อไซโคลนกับมอเตอร์เป็นชิ้นเดียวกัน ทำให้เครื่องเล็กและน้ำหนักลดลงจากรุ่นก่อนอย่างมาก สามารถใช้งานดูดฝุ่นตามจุดต่าง ๆ ได้สะดวก เลือกโหมดทำงานได้ 3 โหมด คือแบบ Eco แรงดูดปกติใช้ต่อเนื่องได้ 40 นาที, Med แรงดูดปานกลาง 25 นาที และ Boost แรงดูดสูงสุด 5 นาที ซึ่งการดูดฝุ่นทั่วไปใช้เพียงแค่โหมด Eco ก็เพียงพอแล้วครับ

หัวดูด Slim Fluffy ดีไซน์ให้ขนาดเล็กและเบากว่าเดิมถึง 40 เปอร์เซ็นต์ สามารถดูดในพื้นที่แคบและตามร่องพื้นได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีหัวแปรงแบบอื่น ๆ สำหรับการใช้งานได้หลากหลายพื้นที่ มีหัวดูดปากแคบพร้อมไฟส่องสว่าง เมื่อใช้ดูดตามซอกที่มืดก็มองเห็นได้สะดวก ส่วนของถังฝุ่นค่อนข้างจุได้น้อย 0.3 ลิตร หากดูดฝุ่นเยอะ ๆ อาจต้องทิ้งบ่อยหน่อย แต่การเทผงฝุ่นทิ้งก็ทำได้ง่าย แค่กดเปิดฝาแล้วทิ้ง ที่สำคัญตัวแบตเตอรี่รุ่นนี้สามารถถอดเปลี่ยนได้ หากเราต้องการใช้งานนาน ก็ใช้แบตสำรองเปลี่ยนใส่ได้เลย โดยรวมแล้วคุณสมบัติก็จัดเต็มตามสไตล์แบรนด์ แม้ราคาค่อนข้างสูง แต่รับรองว่าคุ้มค่าครับ

แรงดูด100 AW (โหมด Boost)
ความจุถ้วยฝุ่น0.3 L
โหมดดูดEco 40 นาที / Med 25 นาที / Boost 5 นาที
ความจุแบตเตอรี่N/A
แรงดันไฟฟ้า21 V (แบตเตอรี่)
กำลังไฟ380 W (แบตเตอรี่)
ขนาด110 x 25 x 25 CM
น้ำหนัก1.9 kg
เวลาชาร์จ3.5 ชม.
เสียงรบกวน85 dB
สีเงิน


7. Samsung Jet 60 Turbo รุ่น VS15A6031R1/ST

เบาแต่หนักแน่นด้วยพลัง คือคำจำกัดความของเครื่องดูดฝุ่นไร้สายตัวนี้ Samsung Jet 60 Turbo รุ่น VS15A6031R1/ST ซึ่งหลายคนถูกใจสีเขียวมิ้นท์สดใสของตัวเครื่อง พลังดูดสูงด้วยมอเตอร์อินเวอร์เตอร์ดิจิทัล พลังดูดสูง 150 วัตต์ และยังเปลี่ยนโหมดเพิ่มแรงดูดได้สูงสุดถึง 410 วัตต์ ด้วยดีไซน์ระบบ Jet Cyclone ที่มีช่องให้อากาศเข้ามากถึง 27 ช่อง ช่วยลดการสูญเสียแรงดูด และช่วยแยกอนุภาคฝุ่นละเอียดออกจากอากาศที่เข้าในเครื่องได้ด้วย ทำความสะอาดได้ดีทั้งพื้นแข็ง และพื้นพรม ด้วยหัวดูดพื้น Jet Fit Brush ซึ่งขยับได้ 180 องศา จะปรับเปลี่ยนทิศทางการดูด จะขยับไปทางไหนก็สะดวกมากครับ

ในส่วนของการปรับโหมดดูด สามารถเลือกได้ 3 โหมด ตามความแรงของการดูด แรงดูดต่ำใช้งานต่อเนื่องได้นาน 40 นาที ปานกลาง 20 นาที และแรงดูดสูงอยู่ที่ 5 นาที แท่นชาร์จเป็นแบบ 2-in-1 Charging Station จะใช้ติดผนังหรือแยกชาร์จก็ได้ โดยตัวแบตเตอรี่สามารถถอดเปลี่ยนเพื่อใช้แบตสำรองได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการกรองฝุ่นถึง 5 ชั้น ดักจับฝุ่นได้ถึง 99.999 เปอร์เซ็นต์ และกรองฝุ่นได้ถึงระดับไมโครเลยทีเดียว ที่สำคัญฟังก์ชันครบขนาดนี้ แต่น้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.48 กิโลกรัม (ไม่รวมอุปกรณ์อย่างอื่น) เรียกว่าถึงจะเบาแต่ประสิทธิภาพไม่เบาเลยล่ะครับ

แรงดูด150-410 W
ความจุถ้วยฝุ่น0.8 L
โหมดดูดEco 40 นาที / Med 25 นาที / Boost 5 นาที
ความจุแบตเตอรี่2200 mAh
แรงดันไฟฟ้า21.6 V (แบตเตอรี่)
กำลังไฟN/A
ขนาด112 x 25 x 20.3 CM
น้ำหนัก2.3 kg
เวลาชาร์จ3.5 ชม.
เสียงรบกวน86 dB
สีเขียวมิ้นท์

8. Roborock H6

หากคุณสมบัติพลังดูดแรง ดูดฝุ่นได้นาน คือสิ่งที่คุณกำลังมองหา ขอแนะนำเครื่องดูดฝุ่นไร้สายรุ่น Roborock H6 รับรองว่าไม่ผิดหวังครับ ด้วยพลังดูดที่สูง 25000 PA หรือ 150 AW รวมถึงมอเตอร์ที่มีกำลังสูงถึง 420 วัตต์ ช่วยให้ดูดฝุ่น ไรฝุ่น ทั้งบนพื้นพรม โซฟา ที่นอน เบาะรถยนต์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการนำแบตเตอรี่ Li-Po (Lithium Polymer) มาใช้กับเครื่องดูดฝุ่นไร้สายเป็นครั้งแรก ทำให้ใช้งานต่อเนื่องได้นานสูงสุดถึง 90 นาที จากโหมดใช้งาน 3 โหมด คือ โหมด Eco 90 นาที, โหมดปานกลาง 45 นาที และโหมด Max แรงดูดสูงสุด อยู่ที่ 10 นาที

นอกจากนี้ตัวเครื่องยังมีน้ำหนักเบาเพียง 1.4 กิโลกรัม สามารถใช้มือถือได้สะดวกมาก ๆ และยังมีหัวแปรงให้เปลี่ยนใช้ได้ถึง 4 แบบ ไม่ว่าจะดูดพื้น ฟูก โซฟา เฟอร์นิเจอร์ หรือตามซอกมุมต่าง ๆ ก็เลือกใช้ได้ตามที่ต้องการ ขณะดูดฝุ่นจะมีหน้าจอ OLED อยู่บริเวณด้ามจับ ซึ่งจะแสดงผลแบตเตอรี่, ระยะเวลาคงเหลือ, โหมดการดูด และแจ้งเตือนการบำรุงรักษา ทำให้เราใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น การกรองฝุ่นมีถึง 5 ชั้น กรองอนุภาคฝุ่นได้ละเอียดถึง 0.3 ไมครอน สูงสุดถึง 99.97 เปอร์เซ็นต์ ฟิลเตอร์ทุกชิ้นสามารถถอดออกมาล้างน้ำทำความสะอาดได้ เรียกว่าคุ้ม ครบ จบ ในตัวเดียวเลยครับ

แรงดูด25000 PA ( 150 AW )
ความจุถ้วยฝุ่น0.4 L
โหมดดูดEco 90 นาที / Med 45 นาที / Max 10 นาที
ความจุแบตเตอรี่3610 mAh
แรงดันไฟฟ้า100-240 V
กำลังไฟ420 W (มอเตอร์)
ขนาด28.4 x 11.1 x 22.1 (ตัวเครื่อง)
น้ำหนัก1.4 kg
เวลาชาร์จ4 ชม.
เสียงรบกวน72 dB
สีแดง

9. SHARP EC-LH18-BR

สำหรับเครื่องดูดฝุ่นไร้สายที่ใช้งานได้ดี ไม่หวือหวา แต่ราคาน่ารัก ก็ต้องบอกว่ารุ่นนี้น่าสนใจไม่น้อย SHARP EC-LH18-BR แม้ราคาจะย่อมเยา แต่ด้วยตัวแบรนด์ที่มีชื่อเสียงก็ทำให้ผู้ใช้รู้สึกไว้ใจได้ในระดับหนึ่ง เป็นเครื่องดูดฝุ่นไร้สายแบบ 2-in-1 ใช้ดูดพื้นและถอดด้ามเป็นแบบมือถือได้ สามารถดูดฝุ่นได้หลากหลายพื้นที่เหมือนกับเครื่องรุ่นอื่น ๆ ปรับโหมดการดูดได้แบบ Low ใช้งานต่อเนื่อง 35 นาที หรือแบบ High ใช้งานต่อเนื่อง 18 นาที เปลี่ยนโหมดการใช้งานได้สะดวกด้วยการกดเพียงปุ่มเดียวครับ

การกรองมีการใช้ตัวกรองฝุ่นระบบไซโคลน ก็ถือว่ากรองได้ประสิทธิภาพดีพอสมควร โดยรวมคงต้องบอกว่าเครื่องรุ่นนี้ไม่ได้มีฟังก์ชันอะไรโดดเด่นมากนัก คุณสมบัติก็จะคล้าย ๆ กับเครื่องดูดฝุ่นไร้สายทั่วไป อาจจะมีข้อด้อยในเรื่องของการใช้งานต่อเนื่องได้เพียงประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งไม่เหมาะกับบ้านที่กว้าง ๆ หรือการใช้งานในพื้นที่ที่ต้องดูดฝุ่นนาน ๆ อย่างไรก็ดี ถ้าเทียบกับราคาและคุณภาพของแบรนด์ SHARP แล้ว ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับใครที่กำลังอยากหาเครื่องดูดฝุ่นไร้สายราคาเบา ๆ สักเครื่องมาไว้ใช้งานนะครับ

แรงดูด150 W
ความจุถ้วยฝุ่น0.4 L
โหมดดูดLow 35 นาที / High 18 นาที
ความจุแบตเตอรี่N/A
แรงดันไฟฟ้า18 V (แบตเตอรี่)
กำลังไฟ135-150 W (มอเตอร์)
ขนาด55 x 22 x 20 CM
น้ำหนัก2.7 kg
เวลาชาร์จ4 ชม.
เสียงรบกวนN/A
สีน้ำตาล

10. Hoover ONEPWR Jet

จะดูดฝุ่น หรือจะถูพื้น ก็ทำได้ในเครื่องเดียว สำหรับเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Hoover ONEPWR Jet แบรนด์ดังจากสหรัฐอเมริกาตัวนี้ มากับฟังก์ชันการใช้งานที่โดนใจใครหลายคนมาก ๆ เพราะสามารถดูดฝุ่น ถูพื้น และเช็ดแห้ง เรียกว่าจบงานได้เลยไม่ต้องเสียเวลาใช้หลายอุปกรณ์ จะเศษฝุ่นแห้งๆ หรือเศษอาหารที่หกตามพื้นก็เคลียร์ได้สะอาด แม่บ้านพ่อบ้านที่ชอบความสะอาดต้องเลิฟเจ้าตัวนี้แน่นอน ตัวเครื่องจะมีแท็งก์ใส่น้ำสำหรับถูพื้น ซึ่งสามารถใส่น้ำเปล่าหรือน้ำยาถูพื้นก็ได้ แต่ที่สำคัญคือห้ามใส่น้ำยาฆ่าเชื้อเข้มข้นอย่างพวกเดทตอลเลยนะครับ เพราะจะเกิดการอุดตันและทำลายตัวเครื่อง โดยยังส่งผลให้ทางแบรนด์ไม่รับประกันอีกด้วย

โหมดการทำงานมี 2 ระดับ คือแบบ Eco ใช้ต่อเนื่องได้ประมาณ 1 ชั่วโมง และแบบ Hard ใช้ได้ 25 นาที ขนแปรงที่ให้มามี 2 แบบ สามารถถอดเปลี่ยนได้ตามการใช้งาน ที่สำคัญคือมีถาดสำหรับล้างขนแปรงโดยเฉพาะ ตัวเครื่องจะทำความสะอาดเองแบบอัตโนมัติ แบตเตอรี่สามารถถอดเปลี่ยนเพื่อใช้แบตสำรองได้หากต้องการใช้งานต่อเนื่องนานกว่าปกติ ซึ่งเครื่องรุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อการดูดฝุ่นพื้นโดยเฉพาะ หากใครต้องการใช้แบบมือถือเพื่อดูดตามที่สูงหรือเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ คงไม่ตอบโจทย์ แต่ถ้าเป็นการดูดฝุ่น ถูพื้น และเช็ดแห้ง แล้วล่ะก็ คุ้มค่าคุ้มราคาแน่นอนครับ

แรงดูด16-20 AW
ความจุถ้วยฝุ่นN/A
โหมดดูดEco 60 นาที / Hard 25 นาที
ความจุแบตเตอรี่4000 mAh
แรงดันไฟฟ้าN/A
กำลังไฟ157 W (มอเตอร์)
ขนาด70 x 30 x 30 CM
น้ำหนัก5 kg
เวลาชาร์จ3.5 ชม.
เสียงรบกวน85 dB
สีน้ำเงิน

อ่านกันมาถึงตรงนี้คงได้คำตอบสำหรับ เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย ยี่ห้อไหนดี กันแล้วแน่เลย หลายรุ่นหลายยี่ห้อก็มีสเปคที่น่าสนใจทั้งนั้น ราคาก็มีตั้งแต่สองพันบาท ไปจนถึงหมื่นปลาย ๆ เลยทีเดียว โดยหลัก ๆ ก็ต่างกันที่กำลังดูด ระยะเวลาใช้งาน ความจุแบตเตอรี่ วัสดุ อุปกรณ์เสริม ซึ่งทุกรุ่นก็จะเหมาะสมสำหรับใช้งานในพื้นที่เล็ก ๆ อย่างอพาร์ทเม้นท์ คอนโด จะปีนป่ายดูดฝุ่นในที่สูง หรือในรถก็ทำได้สะดวก เวลาใช้งานก็อย่าปล่อยให้แบตหมดเกลี้ยง เดี๋ยวแบตเสื่อมไวนะ แปรงหมุนก็ต้องหมั่นเอาเส้นผมออกด้วยไม่งั้นมีพังได้ สุดท้ายนี้ก็ขอให้เลือกได้รุ่นที่ถูกใจใช้งานทนทานนะครับ