+ “เลซิติน” (Lecithin) ยี่ห้อไหนดี 2021 รีวิว 10 ยี่ห้อ +

+ "เลซิติน" (Lecithin) ยี่ห้อไหนดี 2021 รีวิว 10 ยี่ห้อ +

ถ้าได้หลงคลิกเข้ามาอ่านที่บทความ “เลซิติน” (Lecithin) ยี่ห้อไหนดี แสดงว่า กำลังมองหา และอยากซื้ออาหารเสริมเลซิตินสักยี่ห้อที่มีคุณภาพดีเพื่อนำไปทานช่วยบำรุงร่างกายและสมองกันอยู่ใช่ไหมล่ะครับ? ก็มาได้ถูกที่แล้ว เพราะบทความนี้ จะบอกหมดเปลือกเกี่ยวกับอาหารเสริมตัวนี้เลยว่า เลซิตินคืออะไร, เลซิตินช่วยอะไรบ้าง, ทานตอนไหนดี รวมถึงมีรีวิวอาหารเสริมเลซิตินที่น่าสนใจกันอีก 10 ยี่ห้อให้ดูด้วย ผมรับรองว่า ต้องมีสักยี่ห้อนี้แหละ ที่คุณผู้อ่านอยากจะซื้อไปทานกันแน่ ๆ ถ้างั้นเพื่อเป็นการไม่เสียเวลา ไปอ่านบทความนี้กันได้เลยครับ



มาทำความรู้จักกับสารอาหารอย่าง “เลซิติน” กันสักนิด

มาทำความรู้จักกับสารอาหารอย่าง "เลซิติน" กันสักนิด

เลซิติน (Lecithin) คือ สารอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันต่าง ๆ หลายชนิดรวมกันเรียกกันว่า กลีเซอโรฟอสโฟลิปิด (Glycerophospholipids) ซึ่งจะประกอบไปด้วย Phosphatidylcholine (เป็นตัวที่พบเจอได้มากที่สุดในอาหารเสริมเลซิติน) , Phosphatidylethanolamine, Phosphatidylinositol, Phosphatidylserine และ Phosphatidic Acid ครับ

และเจ้าสารอาหารอย่างเลซิตินเนี่ย จะพบได้มากในทุกเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะทั้งของพืชและของสัตว์ ซึ่งสำหรับร่างกายของคนเรานั้น จะพบเลซิตินได้มากที่ ตับ, หัวใจ และสมอง โดยเฉพาะสมองจะพบเลซิตินได้มากถึง 30% เลยทีเดียว จึงช่วยบำรุงสมองได้ดีมาก ส่วนแหล่งอาหารที่พบเลซิตินได้มากก็จะมี ไข่แดง, เนื้อสัตว์, ถั่วเหลือง, เมล็ดพืช เช่น ดอกทานตะวันเมล็ด และผักบางชนิด เช่น ข้าวโพด เป็นต้น ถ้าคิดว่าทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องทานอาหารเสริมเลซิตินก็ได้ครับ

เลซิตินช่วยอะไร?

เลซิตินช่วยอะไร?

เอาจริง ๆ เลซิตินช่วยบำรุงร่างกายในหลายด้านเอามาก ๆ ไม่ว่าจะ ช่วยบำรุงหัวใจให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น, ช่วยเสริมความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกัน, ช่วยทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น, ช่วยบำรุงผิวให้มีความชุ่มชื้นและนุ่มนวล, ช่วยทำให้ท่อน้ำนมของคุณแม่ไม่อุดตัน และทำให้การให้นมเด็ก ๆ เป็นไปอย่างราบรื่น (คุณหมอชาวแคนนาดาแนะนำให้ทาน เลซิตินครั้งละ 1,200 mg ที่ 4 ครั้งต่อวัน เพื่อช่วยแก้ปัญหาเรื่องท่อน้ำนมอุดตัน) แต่ที่คนเราหันมาทานอาหารเสริมเลซิตินโดยหลัก ๆ ก็เพื่อที่จะให้เลซิตินช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกายและบำรุงสมองครับ

โดยได้มีงานวิจัยที่ให้ผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูงในร่างกาย ได้ทานอาหารเสริมเลซิตินที่ 500 mg เป็นประจำทุกวันเป็นเวลา 2 เดือน พอตรวจร่างกายแล้วก็พบว่า ปริมาณของคอเลสเตอรอลโดยรวมในร่างกายได้ลดลงถึง 42% ส่วน LDL คอเลสเตอรอล ก็ลดลงถึง 56.15% ด้วย เพราะฉะนั้นผู้ที่อยากลดปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกาย ก็หันมาทานเลซิตินเพิ่มเติมกันดีกว่าครับ (แต่ไม่มีงานวิจัยระบุว่า ถ้าทานที่ความเข้มข้นสูงกว่านี้ จะช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ดีขึ้น ก็แนะนำลองทานที่ 500 mg ดูก่อนครับ)

ส่วนเรื่องการบำรุงสมอง เนื่องจากเลซิตินมีส่วนประกอบสำคัญคือ โคลีนที่ได้จาก Phosphatidylcholine ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสมอง รวมถึงมีส่วนช่วยให้ความสามารถในการจดจำได้ดีขึ้น โดยจากงานวิจัยอีกเช่นกัน ที่ได้มีการให้เลซิตินกับสัตว์ทดลองอย่าง “หนู” ตอนยังเป็นทารกเพิ่มเติม ผลปรากฏว่า พฤติกรรมต่าง ๆ ของหนูดูเป็นระเบียบและระบบมากขึ้น ก็แสดงว่า มีความทรงจำที่ดีมากขึ้นนั้นเอง นอกจากนี้ ด้วยการที่โคลีนมีผลต่อการพัฒนาและบำรุงสมอง การทานเลซิตินจึงสามารถช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับสมองต่าง ๆ เช่น โรคอัลไซเมอร์, ภาวะสมองเสื่อม รวมถึงพวกความผิดปกติของระบบประสาทได้ด้วยครับ

แต่นอกจากเลซิตินแล้ว ยังมีสารอาหารอื่น ๆ ที่สามารถช่วยบำรุงสมองได้ดีเช่นกัน ทำให้ถ้าทานเลซิตินและสารอาหารเหล่านี้อีก ก็จะยิ่งบำรุงสมองได้ดีมากขึ้น ถ้ายังไงสนใจละก็ ขอฝากบทความด้านล่างด้วยครับ

ทานเลซิตินตอนไหนดี เท่าไรดี?

ทานเลซิตินตอนไหนดี เท่าไรดี?

ถ้าเอาตามหลักทฤษฎีจริง ๆ ทางทฤษฎีได้แนะนำไว้ว่า ควรที่จะทานเลซิตินในขณะที่ท้องว่าง และควรทานก่อนมื้ออาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมง และไม่ควรทานเลซิตินหลังจากมื้ออาหารแล้วอย่างน้อย 30 นาที แต่เอาจริง ๆ ไม่ต้องไปตามนี้เป๊ะ ๆ ก็ได้ครับ เน้นเรื่องความสะดวกจะดีกว่า อีกทั้งหลาย ๆ แบรนด์ที่ขายอาหารเสริมก็ยังแนะนำให้ทานพร้อมกับมื้ออาหารเลยด้วย

ส่วนปริมาณที่ควรทาน เนื่องจากองค์กรอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาไม่ได้ระบุปริมาณที่ควรทานเอาไว้ จึงไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดว่าควรทานเท่าไร แต่มีคำแนะนำว่า ไม่ควรทานเกินวันละ 5,000 mg นอกจากนี้ อาหารเสริมเลซิตินส่วนใหญ่จะทำมาจาก “ถั่วเหลือง” ถ้าเป็นคนที่แพ้ถั่วเหลือง ก็ต้องระวังตัวกันด้วยนะครับ


ตารางเปรียบเทียบรีวิว “เลซิติน” ยี่ห้อไหนดี

ก็สำหรับใครที่อาจจะไม่มีเวลาอ่านเนื้อหาทั้งหมด หรืออยากจะอ่านแบบสรุปย่อ ๆ เลยซะมากกว่า ก็กดเข้าไปดูตารางเปรียบเทียบที่ปุ่มด้านล่างได้นะครับ ทางผมได้นำแต่ละยี่ห้อมาวางเรียงเทียบกันให้แล้ว จะได้เห็น ๆ กันไปเลยว่า แต่ละยี่ห้อมีราคาประมาณเท่าไร ความเข้มข้นของสารอาหารเลซิตินเป็นอย่างไร มีส่วนผสมเพิ่มเติมอื่น ๆ อีกไหม จะเป็นการช่วยให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ก็เหมือนกับเป็นการสรุปคร่าว ๆ ให้ด้วยครับ



1. เลซิติน ยี่ห้อ DHC Lecithin

ถ้ากำลังมองหาอาหารเสริมเลซิตินยี่ห้อที่มีคุณภาพดี, ราคาย่อมเยา และหาซื้อได้ง่ายอยู่ละก็ ผมขอแนะนำยี่ห้อ DHC จากญี่ปุ่นกันเลยครับ โดยจะมาในซองสีเหลืองขาวที่มีซิปล็อค จึงช่วยให้จัดเก็บได้ง่าย และที่ 1 เม็ด ก็จะมีความเข้มข้นของเลซิตินที่ 337.5 mg และมีไขมันฟอสโฟไลปิดที่ 202.5 mg ด้วย อาจจะดูความเข้มข้นน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่น ๆ แต่ทาง DHC เอง ก็แนะนำว่า ให้ทานวันละ 4 เม็ด ก็จะทำให้ได้เลซิตินถึง 1,350 mg ก็ถือว่าสูงใช้ได้ อีกทั้งด้วยความที่แต่ละเม็ดมีความเข้มข้นน้อย ก็ทำให้ไม่จำเป็นต้องทานทีเดียว สามารถแบ่งการทานออกได้ เช่น แบ่งเป็นเช้า 2 เย็น 2 เป็นต้น หรือถ้าคิดว่า 4 เม็ดนั้นมากเกินไป ก็ทานวันละ 2 เม็ด ยังได้ครับ

ประเภทเม็ดนิ่ม
ปริมาณ Lecithin ต่อเม็ด337.5 mg
ให้กรดไขมัน Phospholipid202.5 mg
ส่วนผสมอื่น ๆ
ปริมาณที่ควรทานทางแบรนด์แนะนำ วันละ 4 เม็ด
สัญชาติญี่ปุ่น

2. อาหารเสริมเลซิติน ยี่ห้อ now Foods, Lecithin

now Foods เป็นหนึ่งในยี่ห้อจากสหรัฐอเมริกาที่มีชื่อเสียงเรื่องของอาหารเสริม และมีขายกันหลากหลายชนิดเอามาก ๆ ซึ่งอาหารเสริมเลซิตินเอง ทางเขาก็มีขายเช่นกันครับ โดยถ้าดูจากตารางข้อมูลด้านล่างแล้ว จะเห็นว่า มีความเข้มข้นของเลซิตินที่สูงถึง 1,200 mg ต่อเม็ดเลยทีเดียว สูงกว่า DHC ตัวด้านบนถึง 4 เท่า! แต่ราคากลับแพงกว่านิดเดียวเท่านั้น อีกทั้งทางแบรนด์เอง ก็ยังแนะนำว่า ให้ทานวันละ 3 เม็ด ก็จะได้เลซิตินถึง 3,600 mg และไขมันฟอสโฟไลปิดที่ 500 mg ด้วย ในขณะที่ DHC ถ้าอยากได้ความเข้มข้นเท่ากัน ต้องทานถึง 11-12 เม็ดเลยทีเดียว ยังไงถ้าเน้นเรื่องความเข้มข้นและความคุ้มค่าแล้วละก็ ยี่ห้อนี้ตอบโจทย์เลยครับ

ประเภทเม็ดนิ่ม
ปริมาณ Lecithin ต่อเม็ด1,200 mg
ให้กรดไขมัน Phospholipid166.67 mg
ส่วนผสมอื่น ๆ
ปริมาณที่ควรทานทางแบรนด์แนะนำ วันละ 3 เม็ด
สัญชาติสหรัฐอเมริกา

3. ยี่ห้อ now Foods, Sunflower Liquid Lecithin

สำหรับใครที่ไม่ชอบทานอาหารเสริมเลซิตินแบบเม็ด ๆ ก็ไม่ต้องเป็นกังวลเพราะ ทาง Now Food เขาก็มีอาหารเสริมเลซิตินแบบของเหลวให้เลือกทานกันด้วยนะครับ กับ Sunflower Liquid Lecithin ที่มีความพิเศษกว่ายี่ห้ออื่น ๆ ตรงที่ ไม่มีส่วนผสมของถั่วเหลือง ใครที่แพ้ถั่วเหลืองก็สามารถทานได้อย่างสบายใจ และด้วยความที่เป็นของเหลว ก็สามารถประยุกต์การทานได้หลายอย่างเลยทีเดียว ไม่ว่าจะทานแบบเพียว ๆ 1 ช้อนโต๊ะก็ได้ หรือจะนำไปผสมกับนม, เวย์โปรตีน, น้ำผลไม้ต่าง ๆ หรือเอาไปใช้เป็นน้ำสลัด ทานกับสลัดผักก็ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีสารอาหารเพิ่มเติมหลายอย่าง (ดูได้จากตารางด้านล่าง) จึงให้คุณประโยชน์ที่มากกว่ายี่ห้ออื่น ๆ ที่มีแต่เลซิตินเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ก็น่าเสียดายที่ทางแบรนด์เขาไม่ได้ระบุว่า มีเลซิตินเข้มข้นที่เท่าไร เขาจะระบุมาในแบบของไขมันฟอสโฟไลปิด 3 ชนิด แบบเป็น % แทน ก็ถ้ากังวลเรื่องความเข้มข้น การทานแบบเม็ดจะดีกว่า ซึ่งส่วนใหญ่อาหารเสริมแบบเม็ดจะเข้มข้นกว่าแบบของเหลวอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากลองของใหม่ ๆ ที่ทานง่ายกว่า และอร่อยกว่า ต้องลองยี่ห้อนี้แบบของเหลวเลยครับ

ประเภทของเหลว
ปริมาณ Lecithin ต่อเม็ดN/A
ให้กรดไขมัน Phospholipidมี 3 ชนิด Phosphatidyl Choline 19 % / Phosphatidyl Inositol 12% / Phosphatidyl Ethanolamine 7%
ส่วนผสมอื่น ๆCalcium 23 mg / Potassium 75 mg / Iron 0.3 mg / Phosphorus 256 mg
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ
สัญชาติสหรัฐอเมริกา


4. ยี่ห้อ Blackmores Lecithin 1200

Blackmore ยี่ห้ออาหารเสริมจากออสเตรเลียที่ไม่ต้องพูดอะไรมาก คนไทยน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว โดยถ้าเทียบเรื่องยอดขายของอาหารเสริมเลซิตินกับยี่ห้ออื่น ๆ แล้วละก็ Blackmore ชนะขาดเลยครับ เพราะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในเมืองไทย และยังมียอดขายในอินเตอร์เน็ทระดับ 1,000-2,000 ++ เลยด้วย โดยความเข้มข้นของเลซิตินก็จะอยู่ที่ 1,200 mg เช่นเดียวกันกับยี่ห้อ now Foods แบบเม็ดตัวด้านบน และไขมัน Phospholipid ก็ที่ 172.5 mg มีความใกล้เคียงกันด้วย แต่ Blackmore จะมีราคาต่อหน่วยที่ถูกกว่า คุ้มค่ากว่า ก็ถ้าไม่อยากคิดมาก หรือไม่รู้จะซื้อเลซิตินยี่ห้อไหนดี จัด Blackmore ไปเลยครับ

ประเภทแคปซูล
ปริมาณ Lecithin ต่อเม็ด1,200 mg
ให้กรดไขมัน Phospholipid172.5 mg
ส่วนผสมอื่น ๆ
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติออสเตรเลีย

5. ยี่ห้อ Kyolic, Aged Garlic Extract with Lecithin

ราคาโดยประมาณ 495 บาท ต่อ 100 เม็ด

สำหรับอาหารเสริมเลซิตินตัวนี้จะดูแปลก ๆ ไปจากยี่ห้ออื่น ๆ เพราะให้เลซิตินที่น้อยมาก เพียงแค่เม็ดละ 190 mg และให้ไขมัน Phospholipid น้อยด้วยที่ 27.3 mg เท่านั้น (น้อยกว่า DHC ตัวด้านบนซะอีก) ซึ่งจริง ๆ แล้ว อาหารเสริมตัวนี้จะไม่ได้เน้นเลซิตินเป็นหลัก แต่จะไปเน้นเรื่องของสารสกัดกระเทียมที่เข้มข้นถึง 300 mg ต่อเม็ดแทน ซึ่งเจ้าสารสกัดกระเทียมเนี่ย ก็จะมาช่วยละลายไขมันที่อุดตันและเกาะตามผนังของหลอดเลือด เมื่อไขมันลดน้อยลง เลือดก็จะสามารถไหลเวียนได้ง่ายขึ้น ความดันโลหิตจึงลดลง อีกทั้งยังช่วยลดไขมันชนิดไม่ดี เพิ่มไขมันดีด้วย ก็ถือว่ามาเสริมประสิทธิภาพในการต่อสู้กับไขมันพร้อมกับเลซิตินเลยครับ แต่ถ้าอยากได้ความเข้มข้นของเลซิตินสูง ๆ ละก็ ยี่ห้อนี้จะไม่ตอบโจทย์ครับ

ประเภทแคปซูล
ปริมาณ Lecithin ต่อเม็ด190 mg
ให้กรดไขมัน Phospholipidไม่ระบุ ประมาณการที่ 27.3 mg
ส่วนผสมอื่น ๆสารสกัดกระเทียม 300 mg
ปริมาณที่ควรทานทางแบรนด์แนะนำ วันละ 4 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร แบ่งเป็นมื้อเช้า 2 เย็น 2
สัญชาติสหรัฐอเมริกา

6. ยี่ห้อ Mega we care Lecithin

Mega We care Lecithin ถ้าดูจากตารางข้อมูลด้านล่างแล้ว เรียกว่าแทบจะเหมือนกับยี่ห้อด้านบนอย่าง Blackmores 1200 และ now Foods แบบเม็ดเลยครับ โดยจะมีความเข้มข้นของเลซิตินที่เท่ากัน 1,200 mg ต่อเม็ด และไขมันฟอสโฟไลปิดก็ที่พอ ๆ กันด้วย แล้วแบบนี้จะแตกต่างกันที่ตรงไหน? ก็ Mega we care จะเป็นของคนไทย ส่วนอีกสองยี่ห้อจะเป็นของนอก ซึ่งปกติของนอกจะมีมาตรฐานการผลิตที่ดีกว่า แต่เอาจริง ๆ ณ ปัจจุบันนี้ คนไทยก็ผลิตก็ได้มีมาตรฐานเหมือน ๆ กันแล้ว ไม่ต้องคิดมาก จะซื้อของไทยหรือของนอกก็สบายใจได้ อีกทั้งชื่อแบรนด์ Mega We care ก็ยิ่งไม่ต้องห่วงมั่นใจได้ นอกจากนี้ ราคาก็ถูกกว่า Blackmore ด้วยนะ ก็ถ้าไม่คิดอะไรมาก ขอแนะนำยี่ห้อนี้เลยครับ

ประเภทแคปซูล
ปริมาณ Lecithin ต่อเม็ด1,200 mg
ให้กรดไขมัน Phospholipid180 mg
ส่วนผสมอื่น ๆ
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติไทย


7. ยี่ห้อ VISTRA Soy Lecithin

VISTRA อีกหนึ่งยี่ห้ออาหารเสริมของคนไทยที่ได้รับความนิยมในบ้านเรา ซึ่งทางแบรนด์ก็มีขายอาหารเสริมเลซิตินเช่นกันครับ กับ VISTRA Soy Lecithin ที่ให้ความเข้มข้นของเลซิตินต่อเม็ดที่ 1,200 mg ก็อยู่ในระดับเดียวกันกับหลาย ๆ ยี่ห้อ ส่วนไขมันฟอสโฟไลปิดที่เม็ดละ 198 mg ก็แอบจะดูมากกว่านิดหนึ่ง แต่ที่แตกต่างอย่างแน่นอนก็คือ มีการใส่วิตามิน E มาเพิ่มที่ 7.66 mg ก็ทำให้เวลาทานยี่ห้อนี้ จะได้รับสารอาหารที่มากกว่ายี่ห้ออื่น ๆ และที่สำคัญราคาก็ถือว่าถูกกกกด้วย เพราะตกเม็ดละ 2 บาทเท่านั้น ก็เป็นอาหารเสริมเลซิตินอีกยี่ห้อที่น่าสนใจและน่าจับตามองครับ

ประเภทแคปซูล
ปริมาณ Lecithin ต่อเม็ด1,200 mg
ให้กรดไขมัน Phospholipid198 mg
ส่วนผสมอื่น ๆวิตามิน E 7.66 mg
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติไทย

8. ยี่ห้อ Centuria Lecithin

ยังมีอาหารเสริมเลซิตินจากสหรัฐอเมริกากันอีกหลายยี่ห้อ และหนึ่งในนั้นที่น่าสนใจก็คือ ยี่ห้อ Centuria Lecithin ตัวนี้เลยครับ โดยถ้าดูความเข้มข้นของเลซิตินก็อยู่ที่ 1,200 mg เช่นเดียวกันกับยี่ห้ออื่น ๆ แต่ยี่ห้อนี้ จะมีไขมัน Phospholipid ที่แบ่งเป็น Phosphatidylcoline 228 mg และ Phosphatidylinnositol 108 mg พอรวมกันแล้วก็จะได้ความเข้มข้นถึง 336 mg ก็ทำให้ค่อนข้างสูงกว่าหลาย ๆ ยี่ห้อเลย ถ้าสนใจที่กรดไขมัน Phospholipid เป็นหลัก ยี่ห้อนี้จะตอบโจทย์ครับ แต่ราคาต่อหน่วยก็แอบแพงกว่าด้วยเน้อ

ประเภทแคปซูล
ปริมาณ Lecithin ต่อเม็ด1,200 mg
ให้กรดไขมัน Phospholipid336 mg
ส่วนผสมอื่น ๆ
ปริมาณที่ควรทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติสหรัฐอเมริกา

9. ยี่ห้อ Healthy Care Super Lecithin

ราคาโดยประมาณ 340 บาท ต่อ 100 เม็ด

ถ้าพูดถึงอาหารเสริมจากประเทศออสเตรเลียที่ดัง ๆ ในบ้านเราละก็ หลาย ๆ คนคงจะยกให้กับยี่ห้ออย่าง Blackmores ใช่ไหมล่ะครับ แต่เอาจริง ๆ ทางออสเตรเลียเขายังมียี่ห้ออื่น ๆ อีกเพียบอย่างยี่ห้อ Healthy Care และถ้าพูดถึงอาหารเสริมเลซิตินสำหรับแบรนด์นี้ละก็ ต้อง Healthy Care Super Lecithin ตัวนี้เลยครับ โดยจะให้ความเข้มข้นของเลซิตินที่ 1,200 mg เหมือนยี่ห้ออื่น ๆ เช่นกัน แต่แบรนด์นี้ เขาไม่ได้ระบุว่า ทานแล้วจะได้กรดไขมัน Phospholipid เท่าไร แต่ก็คิดว่าน่าจะเท่ากับยี่ห้ออื่น ๆ ที่ 180-200 mg รวม ๆ แล้วก็คุณสมบัติเหมือนยี่ห้ออื่น ๆ แต่เป็นของดีมีคุณภาพจากออสเตรเลีย ถ้ายังไงสนใจ ก็ลองซื้อไปทานได้ครับ

ประเภทแคปซูล
ปริมาณ Lecithin ต่อเม็ด1,200 mg
ให้กรดไขมัน Phospholipidไม่ระบุ ประมาณการที่ 180-200 mg
ส่วนผสมอื่น ๆ
ปริมาณที่ควรทานทางแบรนด์แนะนำ วันละ 1-3 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร
สัญชาติออสเตรเลีย

10. ยี่ห้อ Swisse Lecithin

ราคาโดยประมาณ 610 บาท ต่อ 150 เม็ด

Swisse Lecithin เป็นอีกหนึ่งอาหารเสริมเลซิตินจากประเทศออสเตรเลียที่ต้องขอบอกเลยว่า เป็นเกรด Premium มีการใช้วัตถุดิบอย่างดี และมีมาตรฐานที่สูงในการผลิตด้วย แต่ด้วยความที่เกรด Premium ก็ทำให้มีราคาที่ค่อนข้างแพงมาก และแพงเป็นอันดับต้น ๆ ในกลุ่มอาหารเสริมตัวนี้เลยทีเดียว แต่คุณสมบัติกลับไม่ค่อยมีอะไรที่แตกต่างจากยี่ห้ออื่น ๆ เท่าไร ความเข้มข้นของเลซิตินก็เท่ากัน ให้กรดไขมัน Phospholipid ที่พอ ๆ กันด้วย ก็เป็นยี่ห้อที่ถ้ามีเงินเหลือ ๆ หรือเป็นคนชอบของเกรด Premium ก็ขอแนะนำ แต่ถ้างบไม่พอ ไปซื้อยี่ห้ออื่นทานเถอะครับ

ประเภทแคปซูล
ปริมาณ Lecithin ต่อเม็ด1,200 mg
ให้กรดไขมัน Phospholipidไม่ระบุ ประมาณการที่ 180-200 mg
ส่วนผสมอื่น ๆ
ปริมาณที่ควรทานทางแบรนด์แนะนำ วันละ 5 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร ถ้าคิดว่าเยอะไป วันละ 2-3 เม็ดพอ
สัญชาติออสเตรเลีย

เป็นยังไงกันบ้างครับ ได้เห็น “เลซิติน” ยี่ห้อไหนดี กันไปแล้วทั้งหมด 10 ยี่ห้อด้วยกัน สนใจอยากจะซื้อยี่ห้อไหนตัวไหนไปทานเพื่อช่วยบำรุงสมอง และต่อสู้กับพวกโคเลสเตอรอลตัวร้ายกันบ้างครับ? โดยยี่ห้อส่วนใหญ่เท่าที่เห็นมาเนี่ย ก็จะมีความเข้มข้นของเลซิตินอยู่ที่ 1,200 mg จะมีเพียงบางยี่ห้อที่มีความเข้มข้นน้อยกว่านี้ ก็ลอง ๆ เลือกซื้อกันดูว่า ยี่ห้อไหนความเข้มข้นเท่าไหร่ที่เหมาะสมมากที่สุด ยังไงก็ขอให้ได้ตัวที่ถูกใจ ทานแล้วช่วยบำรุงสุขภาพร่างกายและสมองกันด้วยนะครับผม